Text : Sir.nim
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ของธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ต้นทุนใหม่ของการค้าโลกอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังจากที่สหภาพยุโรปเริ่มประกาศใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) อย่างเป็นทางการ จากการค้าระหว่างประเทศที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องภาษีเป็นหลัก วันนี้กลับเป็นกติกาใหม่กำลังถูกเขียนขึ้น โดยมี “คาร์บอน” เป็นตัวแปรสำคัญ
เพราะต่อไปลูกค้าอาจไม่ได้ตัดสินใจเลือกจากราคาและคุณภาพเท่านั้น แต่คุณอาจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “สินค้านี้ปล่อยคาร์บอนเท่าไร?” เพิ่มเข้ามาด้วย
CBAM คือ อะไร? ทำไมถึงกระทบผู้ส่งออกไทย
CBAM คือ มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนของสหภาพยุโรปก่อนที่สินค้าจะข้ามพรมแดนเข้าไปขายในตลาด EU โดยมีเป้าหมายหลัก คือ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และหลีกเลี่ยงการที่ผู้ผลิตย้ายฐานไปประเทศที่มีกฎสิ่งแวดล้อมผ่อนคลายกว่า
CBAM ปี 2566 กับ CBAM ปี 2569 ต่างกันยังไง?
CBAM เริ่มประกาศใช้ออกมาครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 แต่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เน้นการรายงานข้อมูลเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป คือ ช่วงแห่งการบังคับใช้จริง จากแค่รายงาน สู่ “การจ่ายจริง”
ซึ่งหากดูจากข้อกำหนดที่วางไว้ การบังคับใช้มาตรการ CBAM จะแบ่งออกเป็นช่วงเวลา ดังนี้
1. ปี 2566–2568 - ช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้นำเข้าต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน แต่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน
2. ปี 2569–2577 เป็นช่วงบังคับใช้ ผู้นำเข้าต้องรายงาน และซื้อ CBAM Certificates โดย EU จะค่อย ๆ ลดสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนฟรี
3. ตั้งแต่ปี 2578 เป็นต้นไป เป็นการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิ์ปล่อยคาร์บอนฟรีอีกต่อไป
โดยสิ่งที่ผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรป ต้องปฏิบัติเพิ่มเติมในปี 2569 นี้ ก็คือ
1. รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า
2. ซื้อ CBAM Certificates ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ EU
จากมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้นมา แม้ผู้ที่ต้องซื้อ CBAM Certificates โดยตรงจะเป็นผู้นำเข้าในยุโรป แต่ในทางปฏิบัติภาระทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ผู้ผลิตต้นทาง เพราะผู้นำเข้าจะเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่มีข้อมูลคาร์บอนชัดเจน และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุนของตัวเอง
สินค้ากลุ่มไหนโดนก่อน
ในระยะแรก CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1.ปุ๋ย 2.ไฟฟ้า 3.ไฮโดรเจน 4.ซีเมนต์ 5. เหล็ก/เหล็กกล้า และ 6.อะลูมิเนียม ซึ่งคิดเป็นเกือบทั้งหมดของการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมหนักของยุโรป โดยในอนาคต มีแนวโน้มขยายไปยังกลุ่ม เคมีภัณฑ์ พอลิเมอร์ แก้ว เซรามิก และกระดาษ ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากขึ้นจะต้องเจอกติกานี้ ไม่ช้า
คำถามว่า CBAM วัดคาร์บอนจากอะไรบ้าง?
โดยปกติการคำนวณค่าบาร์บอนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. การปล่อยโดยตรงจากกระบวนการผลิต
2. การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า
3. การปล่อยจากห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัตถุดิบต้นทาง
แต่สำหรับ CBAM จะพิจารณาเฉพาะ ข้อ 1 และ 2 เท่านั้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีในระดับหนึ่ง เพราะเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการสามารถควบคุมและปรับปรุงได้เอง
สัญญาณบวก ไทยปรับตัวได้ดีกว่าที่คิด
แม้ CBAM จะถูกมองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า แต่ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยไปสหภาพยุโรปขยายตัวถึง 54.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ ส่วนแบ่งตลาดสินค้า CBAM ของไทยใน EU เพิ่มขึ้นจาก 0.29% เป็น 0.42%
สินค้าที่ถูกส่งออกไปมาก ก็คือ เหล็ก, เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและเริ่มปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมได้ก่อนมาตรการจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า CBAM อาจไม่ได้หมายถึง “การปิดประตูการค้า” หากแต่เป็น การเปลี่ยนเงื่อนไขของการแข่งขัน สำหรับผู้ที่เตรียมตัวได้ทัน
ผู้ประกอบการไทยควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษในปี 2569 ?
เมื่อ CBAM ก้าวเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้จริง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า “ต้องเริ่มทำ CBAM หรือไม่” แต่คือ “สิ่งที่ทำอยู่ เพียงพอและตรงจุดแล้วหรือยัง”
เพราะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปจะต้องเริ่มแบกรับต้นทุนคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การคัดเลือกซัพพลายเออร์ไม่ได้ดูแค่ราคา แต่รวมถึงความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยควรกลับมาทบทวนเป็นพิเศษ ได้แก่
- ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของสินค้า มีความพร้อมและตรวจสอบได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ “มีตัวเลข” แต่ต้องสามารถอธิบายวิธีคำนวณ แหล่งที่มา และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ EU
- ระบบการเก็บข้อมูลคาร์บอน เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตจริงหรือยัง เพราะการรายงานจะไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่ต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง หากข้อมูลยังเป็นลักษณะเฉพาะกิจ อาจกลายเป็นภาระต้นทุนในระยะยาว
- การปล่อยคาร์บอนในส่วนที่ควบคุมได้ ถูกบริหารจัดการแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้พลังงานไฟฟ้าและประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นส่วนที่ CBAM นำมาพิจารณาโดยตรง และเป็นจุดที่ลดต้นทุนได้จริง
- คู่ค้าในยุโรปเริ่มตั้งคำถามเชิงลึกมากขึ้นหรือยัง ปี 2569 จะเป็นปีที่ผู้นำเข้าเริ่มเปรียบเทียบซัพพลายเออร์อย่างจริงจัง ผู้ที่ตอบคำถามได้ชัด จะมีความได้เปรียบมากกว่าผู้ที่ยัง “กำลังเตรียมตัว”
สำหรับผู้ประกอบการ SME แม้ข้อจำกัดด้านเงินทุนและบุคลากรจะยังเป็นความท้าทาย แต่การเริ่มจากการ ทำให้ข้อมูลคาร์บอนโปร่งใส เข้าใจได้ และสื่อสารกับคู่ค้าได้ คือ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะในช่วงบังคับใช้จริง ความไม่พร้อมด้านข้อมูล อาจมีต้นทุนสูงกว่าการลงทุนปรับปรุงเสียอีก
โดยปัจจุบันในไทยเองมีหน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาและช่วยดำเนินการได้ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่สามารถออกเครื่องหมาย Carbon Footprint of Product (CFP) ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับการรายงานตามมาตรฐาน CBAM ได้ โดยในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของตนเอง เพื่อผลักดันให้ใช้คาร์บอนเครดิตจากโครงการในประเทศ เพื่อมาชดเชยภาระ CBAM ได้
มองไปข้างหน้า โลกไม่ได้มีแค่ CBAM
อีกสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรตระหนัก คือ มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในยุโรป หลายประเทศกำลังพิจารณาใช้ Border Carbon Adjustment (BCA) เช่นคู่ค้าหลักของไทยในหลายประเทศ เพราะใครที่เริ่มลดคาร์บอนก่อน อาจไม่ได้แค่ “อยู่รอด” แต่มีโอกาสกลายเป็นซัพพลายเออร์ที่ถูกเลือกก่อน ในโลกการค้าใหม่
ตัวอย่างมาตรการ ส่งเสริมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศต่างๆ
- สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย Clean Competition Act (CCA) ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 10 ประเภท เช่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม หากบังคับใช้จริง จะส่งผลต่อสินค้าส่งออกของไทยโดยตรงในหลายกลุ่ม
- สหราชอาณาจักร มีแผนออกมาตรการ UK CBAM ครอบคลุมสินค้า อะลูมิเนียม, ซีเมนต์, เซรามิก, ปุ๋ย แก้ว, ไฮโดรเจน และเหล็ก/เหล็กกล้า สะท้อนทิศทางเดียวกับสหภาพยุโรป
- ออสเตรเลีย อยู่ระหว่างการพิจารณาใช้ BCA ในระยะแรกกับสินค้าเหล็ก, เหล็กกล้า และซีเมนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย
- แคนาดา แม้ยังไม่มีความชัดเจนด้านขอบเขตสินค้า แต่มีแนวโน้มใช้โครงสร้างใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
บทสรุป
จากข้อมูลที่ได้กล่าวมา CBAM คือ สัญญาณชัดเจนชี้ให้เห็นว่าการค้าโลกกำลังเปลี่ยนกติกาจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านความยั่งยืน สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME การเริ่มต้นอาจดูยาก แต่การ “เริ่มเข้าใจ” และ “เริ่มเก็บข้อมูล” ตั้งแต่วันนี้ คือ ก้าวแรกที่สำคัญที่สุด ในวันที่คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนใหม่ของธุรกิจ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ เงื่อนไขสำคัญของการอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกยุคใหม่
ที่มา : https://www.orix.co.th/th/cbam-eu/car-leasing/ev-leasing/
https://www.nstda.or.th/home/news_post/bcg-implementation-cbam/
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี