Text: VaViz
Photo: Sunun Lorsomsab / wlw.official
ผู้หญิงคนนั้นเขาชอบผู้หญิงเหมือนเราหรือเปล่า?
หรือว่าเขาเป็นสเตรท (Straight)?
Pain Point ใหญ่ของชาวแซฟฟิก (Sapphic) หรือหญิงรักหญิง ที่ภายใต้ร่มคันใหญ่นี้ครอบคลุมไปด้วยเลสเบี้ยน ทอมบอย ไบเซ็กชวล และแพนเซ็กชวล กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ แบม – ลลิตา แซ่อึ่ง และ แนท – ณิชกานต์ วรกิตติคุณ คู่รักชาวแซฟฟิกลุกขึ้นมาสร้าง wlw.official แบรนด์เครื่องประดับและเครื่องแต่งกายที่มีสัญลักษณ์สำหรับกลุ่มหญิงรักหญิงโดยเฉพาะ
ด้วยความที่ไม่สามารถคาดเดาได้จากบุคลิก การแต่งตัว หรือว่าทรงผมว่าคนๆ นั้นเป็นแซฟฟิกหรือสเตรท ทำให้ชาว Women Loving Women หรือหญิงรักหญิงต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าความสัมพันธ์ต้องพังตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น
“คนที่เราไปหลงรักหรือไปชอบจะเป็นสเตรทเสียส่วนใหญ่ เพราะเราดูไม่ออก จึงรู้สึกว่าปัญหานี้มันยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา คิดเสมอว่าทำไมถึงไม่เจอคนที่เป็นแซฟฟิกเหมือนกันสักที” แบมเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในอดีตก่อนที่จะมาเจอกับแนทคนรักในปัจจุบัน ที่เจอกันผ่านโลกออนไลน์ แต่บอกกันอย่างชัดเจนเลยว่า “ฉันชอบผู้หญิงนะ” จนสุดท้ายได้ลงเอยกัน ซึ่ง “ความชัดเจน” นี่แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่เพียงทำให้แบมเปิดตัวกับที่บ้าน แต่ยังหยิบมาสร้างเป็นธุรกิจ
เพื่อเรา...ชาวแซฟฟิก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน แบมมีความคิดที่อยากจะทำแบรนด์เครื่องประดับ แต่ถ้าทำออกมาแบบทั่วๆ ไปก็คงจะดูธรรมดาเกินไป แนทเลยเสนอว่า ทำไมไม่หาเอกลักษณ์อะไรบางอย่างใส่เข้าไปในเครื่องประดับ กลายเป็นที่มาของการทำกำไลข้อมือ ที่มีจี้รูปหยดน้ำเป็นสัญลักษณ์ว่า “ฉันชอบผู้หญิง” เพื่อให้ชาวแซฟฟิกได้รู้ว่าคนที่ใส่สิ่งนี้นั้นมีเคมีตรงกัน
“เราไม่รู้ว่าคนรอบๆ ตัวเรา เขาชอบผู้หญิงแบบเราหรือเปล่า แล้วสังคมที่เราเจอก็เป็นสังคมเล็กๆ ที่เราไม่สามารถเดินไปถามได้ว่า คุณชอบผู้หญิงไหม นี่คือ Pain Point เดียวกันที่ชาวแซฟฟิกทั้งหลายเป็น “ไปตกหลุมรักคนที่ไม่ได้ชอบผู้หญิง แต่ชอบเขาไปแล้ว แถมถอนตัวก็ไม่ทัน” ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราออกแบบเครื่องประดับที่สามารถบ่งบอกอัตลักษณ์ได้ก็น่าจะดี”
ซึ่งผลลัพธ์ก็เกินความคาดหมาย เมื่อกำไลนี้ขายดีจนสินค้าเกลี้ยงสต็อก ติดเทรนด์บน X ทำให้ต้องเปิดรับเป็นแบบพรีออร์เดอร์แทน
“เราไม่ได้ตั้งรับว่ามันจะขายดีขนาดนั้น เพราะว่าอยู่ๆ ก็เกิดกระแสขึ้นมา เป็นเทรนด์บน X ซึ่งช่วงนั้นจริงๆ แซฟฟิกก็ยังไม่ได้เป็นที่พูดถึงสักเท่าไร แต่พอมีใครสักคนหยิบยกพูดถึงขึ้นมาก็เลยกลายเป็นกระแสเหมือนว่าในที่สุดก็มีโปรดักต์สำหรับพวกเราแล้วสักที”
แม้ว่าขนาดตลาดของชาวแซฟฟิกในไทยอาจจะไม่ได้ใหญ่มากขนาดนั้น “แต่ว่าทำแล้วมันสะใจเรา ได้สนอง Need สนอง Passion ของเราเอง ที่สำคัญ เรายังดีใจที่สามารถยกคอมมูนิวตี้นี้ให้เป็นที่มองเห็นมากขึ้น เพราะถ้าพูดกันจริงๆ ก่อนหน้านี้ สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องนี้เหมือนในปัจจุบัน”
ทั้งนี้ กระแสซีรีส์ GL (Girls’ Love) และกระแสสมรสเท่าเทียม มีส่วนช่วยสร้าง Awareness ให้ผู้บริโภคและหนุนให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
“โดยพื้นฐานคนในสังคมจะไม่ได้มาพูดว่า ฉันเป็นแซฟฟิกนะ ฉันชอบผู้หญิงนะ ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด ณ ตอนนั้น แต่ทั้งสองกระแสทำให้สังคมเริ่มมีการยอมรับมากขึ้น บางคนที่ไม่กล้าเปิดตัวก็กล้าพูดว่าฉันเป็นหญิงรักหญิง และกล้าที่จะมาซื้อสินค้าของเรา ดังนั้น กระแสของซีรี่ส์กับสมรสเท่าเทียมจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้เราขยายตลาดและฐานลูกค้าได้”
ถูกใจอะใช่...แต่ทำยังไงให้ “ซื้อซ้ำ”
เมื่อเครื่องประดับอย่างกำไลข้อมือหรือสร้อยคอไม่ใช่สินค้าที่คนส่วนใหญ่มักซื้อซ้ำ นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าของทั้งสองต้องมองหากลยุทธ์ใหม่ๆ อย่างการแตกไลน์สินค้าอื่นๆ เพื่อปักหลักต่อไปในตลาด
“นอกจากความยากในช่วงเริ่มต้นที่ต้อง Educate คนให้รู้ก่อนว่าสัญลักษณ์หรือจี้นี้คืออะไร มีไว้ทำไม เพื่ออะไร และเราแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้แล้วนั้น เรื่องของช่วงเวลาที่คนให้ Value ไม่เท่ากันยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เช่น ตอนเริ่มทำเป็นช่วงที่ดีมากๆ คนกำลังสนใจ คนกำลังให้ Value กับสิ่งๆ นี้ ถือว่าเป็นช่วงที่บูม แต่หลังจากนั้น ด้วยความที่โปรดักต์ของเราไม่ใช่โปรดักต์ที่ซื้อซ้ำ เราจึงต้องแตกไลน์สินค้าอื่นๆ ออกมาเป็นคอลเล็กชัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค”
แน่นอนว่า สินค้าใหม่ก็ Wow! ไม่แพ้กัน เมื่อทางแบรนด์ทำพวงกุญแจที่มีชิปให้สามารถเอาไปแตะที่โทรศัพท์ เพื่อแลกคอนแทคระหว่างชาวแซฟฟิกที่อยากรู้จักกันได้อย่างง่ายๆ
“กลไกการทำงานเหมือนเวลาที่เราเอาโทรศัพท์ไปแตะขึ้น BTS หรือ MRT ซึ่งเราปิ๊งไอเดียนี้มาจากการที่ได้เห็นการ์ดหรือนามบัตรที่ใช้แตะร่วมกับกระแสมาสคอตของ POP MART เลยแตกไลน์เป็นพวงกุญแจ โดยสัญลักษณ์จะอยู่ที่ตัวชิป ซึ่งเป็นรูปการ์ตูนที่มี Identity ต่างๆ เช่น สนับสนุนแซฟฟิก LGBTQ+ เกย์ รวมถึงคนทั่วไปด้วย”
ทางแบรนด์ยังต่อยอดไปสู่การทำเสื้อและหมวก ที่มีสัญลักษณ์ wlw ที่ช่วยให้สังเกตกันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ไม่ใช่แค่กระแส...แต่เราคือ “Community”
การจะทำให้แบรนด์ที่เรียกว่าเป็น Niche ใน Niche เพื่อชาวแซฟฟิกยืนระยะอยู่ได้ยาว แนทบอกว่าสิ่งสำคัญคือ “คอมมูนิตี้” โดย wlw.official เน้นไปที่ความยั่งยืนคือ มีทั้งสินค้าพร้อมสร้างคอมมูนิตี้ ซึ่งทำให้คนสามารถพูดคุยและแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว
“เราสร้างคอมมูนิตี้ผ่านการทำช่อง TikTok เป็นหลัก โดยทำเป็นคอนเทนต์แนวสัมภาษณ์ชาวแซฟฟิกถึงเรื่องราวต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำ IG ที่จะมีกลุ่มให้เข้าไปพูดคุยกันด้วย ซึ่งการที่เราทำทั้งโปรดักต์และทำช่องขึ้นมานี้ มันมากกว่าการที่เราเป็นแค่แบรนด์ที่ขายสินค้า แต่ว่าเราเป็นแบรนด์ที่มีคอมมูนิตี้และมี Loyalty อีกด้วย เช่นก่อนหน้านี้เราเคยเปิดกลุ่ม LINE ที่มีสมาชิก 700 กว่าคน ซึ่งเป็นชาวแซฟฟิกทั้งหมด”
แม้ว่าตอนนี้งานส่วนตัวที่ทั้งคู่ทำอยู่จะหนัก อย่างแบมก็มี Studio Personal Colour และเป็นครีเอเตอร์ช่อง lalibam_ ส่วนแนทเองก็เป็นครีเอเตอร์ช่องอาหมวยการตลาด จะทำให้ต้องแตะเบรกด้านการออกสินค้าใหม่ๆ เพื่อหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่สิ่งที่ยังอยู่คือการมีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ที่คอยซัพพอร์ตกันอยู่เสมอ
“จากวันที่เราทำกำไลซึ่งมีจี้เป็นสัญลักษณ์ เราไม่ได้กะให้คนอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มแซฟฟิกรู้ จนมาวันนี้ที่เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างมากขึ้น และมีจุดแข็งคือคอมมิวนิตี้ ทำให้รู้ว่าการจะลงมาเล่นในตลาดที่มัน Niche มากๆ ต้องทำการศึกษา ถ้าหากไม่มีเจ้าอื่นเลย เราต้องยอมรับว่า เราต้องเป็นคนสร้างตลาดนี้ขึ้นมา เหมือนที่เราเป็นเจ้าแรกในตลาด ซึ่งต้องใช้การลงแรง และทำการตลาดที่สูงมากถึงจะขยายมูลค่าตลาดได้”
อย่างไรก็ตาม ถ้าฐานของแบรนด์ดีแล้ว เซอร์เวย์มาดีแล้ว ความท้าทายที่อาจกลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนของแบรนด์ได้คือ “การปรับตัว เพราะสุดท้ายแล้ว กระแสมันมาแล้วก็ไป แต่จะทำยังไงให้เราอยู่ในกระแสได้ตลอด ต้องปรับตัวยังไงให้เราอยู่ได้ในระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจของเรา”
การทำแบรนด์เพื่อชาวแซฟฟิกนี้ แบมส่งท้ายว่า “อย่างน้อยก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เป็นแซฟฟิกรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว” “ยังมีคนที่คิดและเป็นเหมือนกัน” และไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะที่นี่คือคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คอยโอบอุ้มและส่งพลังให้กันและกัน”
เหนือสิ่งอื่นใดโปรดักต์ทั้งหลายไม่ได้มีไว้เพื่อหาคู่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสะพานหาเพื่อนสำหรับชาวแซฟฟิกให้ได้มาพูดคุยกันและสร้างปฏิสัมพันธ์กันด้วย
“อย่างน้อยเขาได้ใส่สินค้าของเรา ถือว่าเขาได้ Fulfill ตัวเองแล้ว ได้ยอมรับตัวเองแล้ว” แนทกล่าวปิดท้าย
|
Life-changing Moment ก่อนที่จะบอกกับที่บ้าน แบมใช้วิธีการเกริ่นให้พ่อแม่ฟังตลอดว่าตัวเองไม่ได้อยากมีลูก เพื่อลดความคาดหวังในการที่พวกท่านอยากจะมีหลาน รวมถึงพยายามพูดให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้เขามีสมรสเท่าเทียมแล้วนะ คนนี้ที่เป็น LGBTQ+ เขาเก่งนะ เพื่อยืนหยัดในมุมว่าสนับสนุนคนกลุ่มนี้เสมอให้พ่อแม่ได้เห็นจุดยืน “พอวันหนึ่งที่เราเลือกที่จะบอกก็ต้องกล้าที่จะยอมรับว่า จะมีทั้งผลดีและไม่ดีเกิดขึ้นได้ อยู่ที่ว่าเราจะเอายังไงต่อไปเท่านั้นเอง” ในขณะที่แนท อาจเจอกับชุดทางความคิดของครอบครัวที่เป็นคนจีนบีบคั้นมากกว่า ที่ทำให้เคยรู้สึกว่า เธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้มากกว่าคนอื่นหรือเปล่า แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะวันนี้มุมมองนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว “พอถึงจุดๆ หนึ่ง เราแค่รู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องพิสูจน์ เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราเลือกไม่ใช่สิ่งที่ผิด ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการบีบบังคับบางอย่างได้ คือการที่เราจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเราเอง ไม่พึ่งเขามาก สุดท้ายแล้วเราก็จะมีอิสระในแบบของเราเอง” |
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี