Text : Ratchanee P.
ในวันที่โลกธุรกิจไม่ได้หมุนด้วยเข็มทิศของ “กำไร” เพียงอย่างเดียว หากต้องสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือ Social Enterprise (SE) จึงไม่ใช่แนวคิดทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่หลายประเทศใช้ขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย ภารกิจนี้มีหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังอย่างจริงจัง นั่นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ที่กำลังวางโครงสร้างให้ “ธุรกิจที่ทำดีต่อสังคม” เติบโตได้อย่างยั่งยืน วันนี้เราจึงมานั่งคุยกับ อัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการ สวส. เพื่อชวนมองภาพใหญ่ของระบบ SE ไทย ตั้งแต่การวางมาตรฐาน สิทธิประโยชน์ ไปจนถึงโจทย์ท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ
วางรากฐาน SE ไทย จากความตั้งใจดีสู่ระบบที่มีมาตรฐาน
อัครพล สะท้อนภาพรวมว่า บทบาทของหน่วยงาน สวส. ในระยะ 5 ปีแรก คือการ “ทำให้คนรู้จักและเข้าใจ SE อย่างถูกต้อง ก่อนจะเดินหน้าสู่การยกระดับเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสิทธิประโยชน์และกลไกสนับสนุนในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานที่ทำเรื่องพัฒนาชุมชนหรือสังคมอยู่แล้ว เพียงแต่ยังแยกส่วนกัน สิ่งที่ สวส. เข้ามาดำเนินการ คือการรวบให้เป็นระบบ และมีอำนาจทางกฎหมายชัดเจน เพื่อให้ SE เติบโตอย่างจริงจัง”
หัวใจสำคัญคือการจัดระเบียบใหม่ให้ธุรกิจเพื่อสังคมต้องจดทะเบียนและผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ พร้อมรายงานผลประกอบการและผลลัพธ์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และภาครัฐ
ปัจจุบันมี SE เข้าสู่ระบบแล้ว 654 แห่ง แบ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในรูปแบบนิติบุคคล 410 ราย และกลุ่มกิจการเพื่อสังคมในระดับบุคคลหรือชุมชน 245 ราย ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สตาร์ทอัพ ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่แยกหน่วยธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ
“สวส. มีทำหน้าที่แตกต่างจากหน่วยงานที่รับจดทะเบียนธุรกิจทั่วไป เพราะเราไม่ได้ดูแค่ความพร้อมทางการค้า แต่ต้องช่วยให้เขาเติบโตอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาเงินรัฐ และวัดผลลัพธ์ทางสังคมได้”
เพราะสำหรับ สวส. การเติบโตของ SE ไทยไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศ ที่ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมกลายเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สิทธิประโยชน์ และแต้มต่อทางธุรกิจที่มากกว่าแค่ภาษี
อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่สวส.กำลังเร่งขับเคลื่อน คือ “สิทธิประโยชน์” โดยปัจจุบัน SE ประเภทที่ไม่ประสงค์แบ่งปันกำไรได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% ขณะที่ SE ประเภทที่ประสงค์แบ่งปันกำไรและไม่แบ่งปันกำไรสามารถใช้สิทธิด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยอาศัยการรับรองจาก สวส. แทนเพดานราคา เพื่อเปิดโอกาสเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจชี้ว่า สิทธิที่มีอยู่นั้นยังไม่เพียงพอ หลายรายต้องการการรับรองมาตรฐานสินค้า ช่องทางรับบริจาคที่ลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงแรงจูงใจสำหรับเอกชนที่สนับสนุนหรือรับซื้อสินค้าจาก SE ตอบโจทย์ความเป็นจริงมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ สวส. จึงอยู่ระหว่างการทบทวนและปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ใหม่ โดยเตรียมร่วมมือกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาการออกแบบเงื่อนไขที่สมดุลระหว่างการส่งเสริมธุรกิจกับความเป็นธรรมทางภาษีของรัฐ
“เราอยากให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่ให้ตามกรอบเดิม แต่ต้องช่วยให้เขาแข่งขันได้ ทั้งด้านการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และความเป็นธรรมทางภาษีของรัฐ ต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เพราะสำหรับ สวส. สิทธิประโยชน์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยเหลือ แต่คือกลไกที่ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมเติบโตได้ด้วยศักยภาพของตัวเองอย่างแท้จริง”
ปลดล็อก Pain Point ผลักดัน SE ไทยให้ “อยู่ได้จริง”
คำว่า “ยั่งยืน” สำหรับ สวส. ไม่ได้หมายถึงยอดขายเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่คือการทำให้กิจการยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ซึ่งโจทย์ยากที่สุดอยู่ที่กลุ่มฐานราก ที่ส่วนใหญ่มาจากชุมชนและคุ้นชินกับการพึ่งพาเงินสนับสนุนหรือโครงการระยะสั้น มากกว่าการวางแผนธุรกิจแบบมืออาชีพ
สิ่งสำคัญคือ “เราจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ทั้งปี ไม่ใช่ปีละรอบสองรอบ ต้องช่วยเขาคิดโมเดลธุรกิจ วางแผนรายได้ และปรับตัวเองให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ยืนได้ด้วยตัวเอง”
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ SE ไทย โดยเฉพาะรายเล็ก ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคสำคัญ ทั้งองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
“SE ชุมชนมักมีแนวคิดทำเพื่อสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้ต้นทุนเขาสูงกว่าปกติ และเขายังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ จนบางทีไม่กล้าถอยออกมาเป็นธุรกิจเต็มตัว เราต้องเข้าไปเป็นโค้ช เพื่อให้เขามั่นใจว่าการปรับมาเป็นวิสาหกิจที่บริหารจัดการแบบมืออาชีพจะสร้างรายได้ที่ถาวรกว่า”
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน หลายพื้นที่รวมตัวกัน 8–9 ชุมชน จัดตั้งคณะกรรมการ มีระบบบัญชี มีการจ้างงานประจำ และสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวหมุนเวียนตลอดปี สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อชุมชนเริ่มคิดแบบ “ธุรกิจ” ความยั่งยืนก็เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในทางกลับกัน ความตั้งใจดีของ SE บางแห่งกลับกลายเป็นข้อจำกัด ด้วยต้นทุนที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป อีกทั้งการได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐเป็นระยะๆ บางครั้งยิ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องปรับตัว จนโอกาสพัฒนาไปสู่โมเดลธุรกิจเต็มรูปแบบยากยิ่งขึ้น
โจทย์สำคัญของ สวส. จึงไม่ใช่แค่ “ให้ความช่วยเหลือ” แต่ต้องช่วยเปลี่ยนกรอบความคิด ให้ผู้ประกอบการเห็นภาพว่าการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง คือกลไกที่จะทำให้ภารกิจเพื่อสังคมเดินหน้าได้ในระยะยาวกว่าเดิม
เติมทุน เติมโอกาส กลไกการเงินเพื่อให้ SE ไปต่อได้จริง
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่เปิดรับจดทะเบียน มี SE ปิดกิจการไม่ถึง 5 ราย และมีการเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 5% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ที่เลือกเส้นทางนี้มักมีความมุ่งมั่นสูง และยึดประโยชน์สังคมเป็นแกนหลัก จึงมีความอดทนต่อปัญหาอุปสรรคที่เข้ามา
“เราไม่ได้วัดว่าเขากำไรเท่าไหร่ แต่วัดว่าเขาหารายได้เองได้ไหม พึ่งพาเงินบริจาคน้อยลงไหม และยังทำประโยชน์ให้สังคมได้หรือเปล่า ถ้าธุรกิจเดินต่อได้ นั่นคือความสำเร็จของเขา”
อย่างไรก็ตาม อีกด้านที่ขาดไม่ได้คือเรื่องเงินทุน เพื่อเสริมความแข็งแรงทางการเงิน สวส. กำลังจัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมสิทธิยกเว้นภาษีสองเท่าสำหรับผู้บริจาคเงินเข้ากองทุน รวมถึงประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินอย่าง SME D Bank เพื่อเปิดสินเชื่อพิเศษและจับคู่แหล่งทุนที่เหมาะสม
“เมื่อกองทุนสามารถระดมเงินได้เต็มรูปแบบตามกฎหมาย ก็จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการให้ทุน ให้กู้ หรือร่วมลงทุน ขึ้นอยู่กับนโยบาย”
มุ่งเน้น "ความหลากหลาย" มากกว่า "ตัวเลข"
เมื่อบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคมเริ่มชัดเจนขึ้นในฐานะกลไกเศรษฐกิจทางเลือก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะ “สนับสนุนอย่างไร” แต่คือจะ “วางระบบอย่างไร” ให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตได้จริงในระยะยาว
ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า สวส. ตั้งเป้าหมายเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจที่ทำประโยชน์ต่อสังคมโดยธรรมชาติ เช่น เกษตร ชุมชน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือธุรกิจดูแลสุขภาพ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์และเติบโตได้ง่ายขึ้น
“จริงๆ เรามีกลุ่มคน ชุมชน ที่ทำเพื่อสังคมอยู่แล้ว เพียงแต่พวกเขายังไม่เข้ามาอยู่ในระบบ หน้าที่เราคือทำอย่างไรให้เขาเห็นว่าการจดทะเบียนจะช่วยให้เติบโตง่ายขึ้น และได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนกว่าเดิม”
ขณะเดียวกัน ยังชวนบริษัทขนาดใหญ่เปลี่ยนจากกิจกรรม CSR ให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคมจริงจัง
“เราอยากเห็นบริษัทใหญ่ตั้ง SE ของตัวเอง มีโครงสร้างเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการรายเล็ก เกิดการจ้างงาน เกิดห่วงโซ่ธุรกิจร่วมกัน แบบนี้จะยั่งยืนกว่าการทำ CSR เป็นครั้งคราว”
อีกแกนสำคัญคือการปรับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ เพื่อให้ SE เป็นหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการเฉพาะกลุ่ม
“เราไม่ได้อยากได้แค่จำนวนการจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการสร้างความหลากหลายของประเภทธุรกิจเพื่อสังคม เราอยากเห็น SE ที่ตอบโจทย์อนาคตประเทศ ทั้งเรื่องอาหาร สิ่งแวดล้อม และชุมชน ถ้าเขาเข้ามาอยู่ในระบบได้ ก็จะมีโอกาสเติบโตมากขึ้น หากผู้ประกอบการ SME หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มธุรกิจ ลองศึกษาโมเดล SE ดู จะพบว่ามันคือทางเลือกใหม่ที่มีทั้งโอกาสเติบโตและได้ทำเพื่อสังคมไปพร้อมๆ กัน”
ในมุมของ สวส. วิสัยทัศน์จึงไม่ใช่การเร่งขยายตัวเลข หากคือการสร้างโครงสร้างรองรับ เพื่อให้ธุรกิจเพื่อสังคมงอกงามอย่างมั่นคง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี