“อยากให้ผมเป็นลูกจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจ?” คำขอจากทายาท Sun On เมื่อธุรกิจ 40 ปีต้องเลือกเส้นทาง “เติบโต หรือแค่อยู่รอด”

Text: Neung Cch.

Photo: Sunun Lorsomsab


     ในวันที่ยอดขายดิ่งเหว พ่อป่วยซึมเศร้า และเซลล์หายไปเกินครึ่ง... ทายาทวัย 28 ปี ตัดสินใจทิ้งงานเอเจนซี่เพื่อกลับมา 'รื้อระบบ' ธุรกิจที่อยู่มา 37 ปีใหม่ทั้งหมด เริ่มต้นจากการตั้งคำถามสุดหินกับพ่อตัวเองว่า 'อยากเลี้ยงผมให้เป็นลูกจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจกันแน่?'

     เพราะในโลกของธุรกิจกงสี การรับไม้ต่อไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือการแบกรับ 'Legacy' ที่คนรุ่นพ่อสร้างมาทั้งชีวิต นี่คือภารกิจของ บูม-นภัส ศิรินันท์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของ Sun On แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับตำนาน กับการหยุดเลือดไหลและรื้อระบบธุรกิจยุค 90 ให้กลับมาหายใจได้อีกครั้งยุคออนไลน์

เดิมพันด้วย "สิทธิ์บริหารเด็ดขาด"

     ผู้บริหารมีได้หลายคน แต่คนตัดสินใจต้องมีเพียงหนึ่ง และนั่นคือเงื่อนไขที่ทายาท Sun On ใช้แลกกับการกลับมารื้อธุรกิจอายุเกือบ 40 ปีใหม่ทั้งหมด

     จากแบรนด์ที่เคยโลดแล่นอยู่ในโลกออฟไลน์ Sun On เติบโตจากการพึ่งพาลูกค้า OEM ต่างชาติรายใหญ่เพียงรายเดียวมาโดยตลอด โมเดลนี้เคยพาธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อออฟไลน์เริ่มเข้าสู่ขาลง การฝากอนาคตไว้กับลูกค้าเพียงเจ้าเดียวก็เริ่มกลายเป็นความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้

     ภาพวิกฤตปรากฏชัดเมื่อสามปีก่อน ยอดขายของ Sun On ลดลงต่อเนื่อง ทีมเซลส์จากที่เคยมีถึง 14 คน เหลือเพียง 4 คน สวนทางกับโลกธุรกิจที่กำลังเร่งเข้าสู่โหมดออนไลน์อย่างเต็มตัว ประจวบกับคุณพ่อที่ป่วย จังหวะนั้น บูม ตัดสินใจลาออกจากงานเอเจนซี่ เพื่อกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว

     สิ่งที่เขาต้องจัดการอย่างแรกคือ “กำแพงความคิด” ระหว่างคนวัย 28 ปี กับคนวัย 61 ปี ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้แบรนด์แทบไม่ขยับไปไหน ถูกแช่แข็งอยู่กับวิธีคิดเดิมมานาน

     บูมรู้ดีว่า ถ้าจะเปลี่ยนธุรกิจนี้ให้รอด ต้องเปลี่ยนให้สุด เขาจึงเลือกเปิดบทสนทนาที่ตรงไปตรงมาที่สุดกับพ่อ

     “ถ้าพ่อยังทำอยู่ ผมก็เป็นแค่ลูกจ้าง… แต่ถ้าให้ผมทำเอง 100% ผมจะได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด และนั่นคือความเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ”

     ประโยคนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ บูมไม่ได้ขออำนาจเพราะความดื้อรั้น แต่ขอพื้นที่ในการ “ล้มและเรียนรู้ด้วยตัวเอง” เพื่อพิสูจน์ว่า ธุรกิจอายุเกือบ 40 ปีนี้ ยังสามารถถูกต่ออายุ และกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

รื้อโครงสร้างยุค 90: จาก 10 โลโก้ สู่แบรนด์เดียว

      เมื่อได้รับสิทธิ์บริหารเด็ดขาด สิ่งแรกที่บูมทำคือการปรับเรื่องแบรนด์ดิ้ง เขาพบว่าปัญหาหนึ่งของ Sun On คือ มีถึง 10 โลโก้ บูมตัดสินใจยุบทั้งหมดให้เหลือเพียงโลโก้เดียวเพื่อสร้างภาพจำ และเริ่มนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ทุกมิติ ทั้ง Facebook, Shopee และ TikTok

     การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ราบรื่นนัก โดยเฉพาะกับทีมงานรุ่นเก่าที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี แต่บูมเลือกที่จะใช้วิธีจับมือทำและให้เหตุผลที่ชัดเจนว่า:

     “การเปลี่ยนแปลงไม่มีใครชอบครับ แต่ถ้าเรามีเหตุผลที่ชัดเจน พิสูจน์ได้ว่ามันช่วยให้ Error น้อยลง งานไวขึ้น และคนเห็นแบรนด์มากขึ้น... สุดท้ายเขาก็จะเริ่มเข้าใจและยอมลงมือทำไปพร้อมกับเรา”

บทเรียนราคาแพง เมื่อ "ของดี" แต่ไม่มี "การตลาด"

     จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บูมรู้ว่าสินค้าคุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ คือตอนที่ออกแชมพูตัวใหม่ไปขายให้ยี่ปั๊วเจ้าเดิม แต่กลับโดนปฏิเสธกลับมาว่า

     'ถ้าคุณยังไม่ทำการตลาด ผมก็ไม่ลงสินค้าให้' ประโยคนั้นเหมือนตบหน้าเขาให้ตื่น บูมเข้าใจทันทีว่าในยุคที่ตัวเลือกเต็มตลาด ร้านค้าไม่มีเหตุผลต้องเลือก Sun On ถ้าคนใช้ยังไม่รู้จักแบรนด์ มันจึงเป็นที่มาของการรื้อ Branding ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดประตูสู่ร้านค้าให้ได้อีกครั้ง

     นับจากวันนั้นบูมตั้งใจกลับมาทำการบ้านอย่างหนักเพื่อตอบคำถามพื้นฐานแต่สำคัญที่สุดให้ได้ว่า "แล้ว Sun On แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร?"

     เขาใช้เวลาคลุกคลีกับคำว่า 'แบรนด์ดิ้ง' จนค้นพบว่าจุดแข็งที่แท้จริงคือการเป็น "ผู้ผลิตที่เข้าใจสูตรเคมีที่สุด" จนได้ตำแหน่ง (Positioning) ใหม่ที่ชัดเจน คือการเป็นสินค้าที่เน้น "สุขภาพเส้นผม" ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ช่องว่างที่ตลาดแบรนด์ใหญ่ยังข้ามไม่ถึง

จากคนกลัวกล้องสู่ CEO Branding:

     แต่ลำพังแค่รู้จุดต่างนั้นยังไม่พอ เมื่อโลกธุรกิจย้ายไปอยู่บน TikTok บูมพบความจริงที่เจ็บปวดว่าคอนเทนต์สินค้าแบบเดิมแทบไม่ถูกนำส่ง เขาจึงต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำแต่ตรงกับจริตของแพลตฟอร์ม คือการยอมทิ้งความกลัวกล้อง เขาต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน แม้เอเจนซี่คู่คิดที่เขาปรึกษาจะพยายามขายไอเดียนี้มาเป็นปี แต่เขาก็ยังปฏิเสธ จนถึงจุดที่รู้ว่าถ้าไม่ยอมข้ามกำแพงความกลัวนี้ไป วิธีเดิมๆ ก็ไม่มีวันพาแบรนด์รอด

     บูมตัดสินใจออกหน้ากล้องเพื่อออกมาสื่อสารความตั้งใจและคุณภาพของสูตรเคมีที่พ่อกับลุงปั้นมาเกือบ 40 ปีด้วยตัวเอง จนกระทั่งวันที่ออเดอร์ออนไลน์ขวดแรกเกิดขึ้น บูมเล่าด้วยรอยยิ้มว่านั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ามูลค่าเงิน เพราะมันคือสัญญาณว่าระบบที่เขาสร้างเริ่มทำงาน และสิ่งที่เขาพยายามสื่อสาร... มีคนเห็นมันแล้วจริงๆ"

บทเรียนจาก "รุ่นเก๋า" ที่รุ่นลูกต้องฟัง

     อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จในโลกใหม่ แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องใหญ่ที่ต้องการคู่คิดที่ปรึกษา บูมจะนึกถึงพ่อเป็นคนแรก ทุกครั้งที่เขาปรึกษาพ่อก็จะได้เรียนรู้ว่าความคิดของพ่อ คือ “ความรอบคอบ” ของคนที่เคยเริ่มจากติดลบ ต้องเปียแชร์มาซื้อรถหกล้อคันแรก และนั่นทำให้การทำธุรกิจของพ่อนั้นแทบไม่มีโอกาสให้ผิดพลาด

     ในขณะที่การทำธุรกิจในวันนี้ต้องมีความรวดเร็ว เขาจึงต้องบาลานซ์ระหว่าง “ความเร็วของรุ่นลูก” กับ “ความแม่นยำของรุ่นพ่อ”

การสื่อสารคือจุดชี้เป็นชี้ตายของทายาทธุรกิจ

     สำหรับทายาทที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน บูมทิ้งบทเรียนสำคัญไว้ว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การแก้ตัวเลขในงบ แต่คือ "การสื่อสารแบบสองทาง" ระหว่างคนสองรุ่น

     “มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสื่อสารสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปให้อีกฝ่ายเข้าใจ ไม่ใช่รอให้เขามาทำความเข้าใจเราเอง ถ้าเราตั้งใจสื่อสารและเปิดใจรับฟัง มุมมองที่ต่างกันจะกลายเป็นข้อดีเสมอ และถ้าทั้งสองฝั่งทำตรงนี้ได้ดี ผมเชื่อว่าทุกบทสนทนามันจะมีแต่ข้อดี... เพราะเราจะได้ฟังอีกมุมที่เราไม่ได้คิด และเขาก็จะได้ฟังอีกมุมที่เขาไม่เคยคิดเหมือนกัน”

     วันนี้ Sun On ในมือของบูม อาจยังไปไม่ถึงยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ แต่สิ่งที่เขาทำสำเร็จแล้วคือการหยุดเลือดที่ไหลมานาน ทำให้ธุรกิจลำนี้กลับมามีทิศทางที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด คือการพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่า ลูกชายคนนี้พร้อมแล้วที่จะเป็น "เจ้าของธุรกิจ" อย่างเต็มตัว

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
  

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

รวมพล! เหล่า Hero 4 ทายาทพลิกเกมธุรกิจ จากเกือบไปไม่รอด สู่เกิดใหม่อีกครั้ง

เพราะธุรกิจครอบครัว ≠ ธุรกิจที่ไปต่อเองได้เสมอ ต้องอาศัยทายาทเข้ามาช่วยต่อยอด วันนี้มี 4 ตัวอย่างจากทายาทธุรกิจที่เปรียบเสมือนเป็นเหล่าฮีโร่ช่วยกอบกู้ธุรกิจ มีกลยุทธ์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

คุยกับ อัครพล ลีลาจินดามัย เมื่อธุรกิจต้องทำมากกว่ากำไร ภารกิจยกระดับ SE ไทยให้ยืนได้ด้วยตัวเอง

ถ้าธุรกิจยุคนี้วัดกันแค่ “กำไร” อาจไม่พออีกต่อไป คุยกับ อัครพล ลีลาจินดามัย ผอ.สวส. ถึงภารกิจยกระดับ วิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ไทย ให้ธุรกิจที่ทำดีต่อสังคม “อยู่ได้จริง” ไม่ใช่แค่พึ่งเงินสนับสนุน แต่ต้องมีรายได้ มีระบบ และเติบโตด้วยตัวเอง

ทำของกินให้เป็นเรื่องเล่น Only Nua เปลี่ยนรูปแบบการขายอาหาร สู่ศิลปะ “กินไม่ได้ แต่เก็บได้”

“ถ้าเราทำอาหารไม่ได้ เราขายอาหารในรูปแบบอื่นได้ไหม” และนี่คือจุดกำเนิดของ Only Nua ร้านขายสติ๊กเกอร์อาหารไทย ที่มีรายละเอียดเหมือนจริง แถมเปิดร้านขายแบบจริงจัง มีกระทะ เตา หม้อหุงข้าว จานและกล่อง สำหรับประกอบอาหารโดยใช้สติ๊กเกอร์เป็นวัตถุดิบ