Text: VaViz
Photo: Sunun Lorsomsab
จากวันที่มีคนมาหยิบยืมเช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นจนแน่นขนัดร้าน สู่ยุคแห่งความซบเซา เรียกว่าถึงขั้นไร้เงาของผู้คน คือภาพการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาของ “บ้านหนังสือ” แห่งย่านเสนานิคม ที่ ไบรท – ภครัฐ เทพวิทักษ์กิจ ได้เคยสัมผัสเมื่อครั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย ที่คอยช่วยดูแลร้านของพี่ชายที่ทำไว้เมื่อ 30 ปีก่อนร่วมกับผู้เป็นแม่ จนเรียนจบและหันไปทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของตัวเองอย่างร้าน GOgo Tenya, Hungry Boy, Udon Toriya และเตียเฮงบะหมี่แห้ง รวมถึง BPS Food โรงงานผลิตเส้นราเมนและเส้นอุด้ง
ซึ่งแม้ว่าจะมีเส้นทางธุรกิจของตัวเองที่เดินทางมากว่า 10 ปี แต่การจะปล่อยให้หนังสือที่มีอยู่ถึง 80,000 เล่มกลายเป็นเพียงอดีต กลับไม่ใช่สิ่งที่นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้เลือก นำมาสู่การพลิกร้านเช่าหนังสือให้กลายเป็นคาเฟ่สุดชิคในชื่อว่า “House of Bean Book Cafe” ที่มีเมล็ดกาแฟชั้นดีแบบ Specialty Coffee ให้ได้ลิ้มลองและหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น นิยายไทยนิยายแปลให้อ่านฟรี
“ธุรกิจให้เช่าหนังสือพอมีวันหนึ่งก็ถึงช่วงที่เปลี่ยนไปอย่างที่ทุกคนรู้ ซึ่งคู่แข่งของร้านหนังสือจริงๆ ไม่ใช่ร้านหนังสือเช่าด้วยกันเอง แต่เป็นทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Free Time หรือเวลาว่างที่คนเราใช้ เช่น Streaming ต่างๆ อย่าง Netflix หรือ Social Media นั่นเอง”
Book X Bean…โมเดลสร้างธุรกิจใหม่
หากถามว่าไอเดียของการทำคาเฟ่หนังสือการ์ตูนนี้นั้นมาจากไหน ไบรท ออกตัวก่อนเลยว่า เขาไม่ใช่คนที่คิดเก่งอะไร แต่เป็นคน Copy เก่งเสียมากกว่า ซึ่งเวลาที่ไปต่างประเทศ สิ่งที่ทำเป็นประจำคือการถ่ายรูปและจดบันทึกว่า ร้านไหนน่าสนใจ ร้านนั้นมี Customer Journey เป็นยังไง และหยิบมา Localised ให้เหมาะสมกับตัวเอง
“ผมไปเจอร้านหนึ่งอยู่ใต้ล็อบบี้โรงแรมในเมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาจะมีหนังสือ เช่น ทำสวน แนวไลฟ์สไตล์ หรือพ็อกเก็ตบุ๊ควางไว้ โดยคนสามารถที่จะหยิบอ่านได้ฟรีและมีบริการกาแฟด้วย ซึ่งผมก็มีความคิดอยู่แล้วว่า สักวันหนึ่งธุรกิจเช่าหนังสือที่มีอยู่ต้องไปจับคู่กับอย่างอื่น เพื่อให้มันฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ แม้ว่าตอนแรกผมอยากทำคู่กับโรงแรมมากกว่า แต่การจะเริ่มต้นด้วยโรงแรมนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากและใช้ต้นทุนเยอะ จึงเปลี่ยนมาเป็นคาเฟ่แทน เพราะมีความชำนาญอยู่แล้ว และน่าจะสะดวกกับคนใช้บริการมากกว่า แบบค่อยๆ ใช้มือหนึ่งหยิบกาแฟ อีกมือก็อ่านการ์ตูน แทนการกินอาหารไปอ่านการ์ตูนไป”
และแน่นอนว่า การมีหนังสือถึง 80,000 เล่ม กลายเป็นแต้มต่อสำคัญของธุรกิจที่หาคู่แข่งได้ยาก
“เรารู้ตัวเองว่าเรามีจุดแข็งอะไร เราค่อนข้างมั่นใจว่า ณ ปัจจุบัน น่าจะหาธุรกิจที่มีหนังสือด้วยและมีกาแฟด้วยในที่เดียวกันได้ยาก นั่นเพราะว่าการที่คุณมีเงิน ใช่ว่าคุณจะซื้อหนังสือได้เยอะขนาดนี้และไม่ซ้ำกันแบบนี้ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ เรายังสามารถนำเมล็ดกาแฟที่ได้แชมป์ต่างๆ มาไว้ที่เราได้ และยังมีโรงคั่ว Balance Roastery เป็นของตัวเองอีกด้วย”
ออกแบบทุก Touchpoint ให้ Touch ใจลูกค้า
แม้ว่าจะเพิ่งครบรอบ 1 ปี ไปได้ไม่นาน คาเฟ่แห่งนี้ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่มีคนแห่กันมาใช้บริการ เมื่อเทียบกับสมัยที่รายได้ของร้านเช่าหนังสือเคยหดเหลือเพียงแค่ 20% เท่านั้น
“นอกเหนือจากการทำ Strategic Mapping ดูว่าคู่แข่งในตลาดกาแฟ Specialty Coffee คือใคร มีจุดเด่น จุดแข็ง จุดอ่อนยังไง เช่น ขายดีแต่ไม่มีเวลาคุยกับลูกค้า มาปรับให้เป็นจุดแข็งของร้านที่จะคอยแนะนำกาแฟที่เหมาะสมให้แล้วนั้น ยังต้องดีไซน์กลุ่มลูกค้าให้ชัดว่า ใครที่จะมาใช้บริการอ่านหนังสือของเรา และคนกลุ่มนี้มีรสนิยมการใช้บริการคาเฟ่ยังไง กาแฟที่เขาดื่มเป็นกาแฟแบบไหน โดยเราจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่ดื่มกาแฟจริงจังแบบ Specialty ว่า เขาจะมองหากาแฟประเภทไหน เมล็ดกาแฟประเภทไหน โทนแบบไหน และอีกพวกหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่ไม่รู้เรื่องกาแฟมากนัก รู้แค่ว่าชอบดื่มกาแฟเปรี้ยวหรือไม่เปรี้ยว ขมหรือไม่ขม ซึ่งเราจะค่อยๆ แนะนำทีละตัวที่เหมาะสมให้กับเขา”
รวมถึงเรื่องของ Customer Journey ที่ ไบรท คอยสังเกตเวลาไปที่ต่างๆ เช่น เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาสั่งกาแฟเสร็จ เขาหยิบหนังสือยังไง ร้านนั้นมีโต๊ะกี่ไซส์ เพราะโต๊ะแต่ละแบบจะใช้เป็นตัวแบ่งกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภทด้วย เช่น เราควรต้องมีโต๊ะสไตล์ไหน โต๊ะแบบไหนเป็นโต๊ะที่นั่งอ่านเฉยๆ โต๊ะแบบไหนเป็นโต๊ะที่นั่งกินขนม และร้านนั้นแบ่งสัดส่วนลูกค้ายังไง เช่น เป็นคนที่นั่งทำงานเยอะกว่า แต่นั่งสบายๆ มีไม่ค่อยเยอะ เป็นต้น
“สำหรับร้านเราส่วนมากจะเป็นนั่งแบบผ่อนคลายหรือนั่งอ่านหนังสือมากกว่า เราเลยดีไซน์ให้โต๊ะของเรามีความสูงประมาณที่นั่งแล้วสามารถวางกาแฟได้ข้างๆ รวมถึงมีโต๊ะที่ไม่เร่งรีบกับโต๊ะที่แบบให้ลูกค้านั่งแป๊บเดียวก็ไป เพื่อเพิ่มโฟลว์ให้กับทางร้าน”
ยากแบบ x 2 vs. ความกลมกล่อมของธุรกิจ
แม้ว่าการทำธุรกิจแบบ 2 in 1 แบบนี้ จะยากตั้งแต่คิดคอนเซปต์ การวางแผนกลุ่มลูกค้า ไปจนถึงการสร้าง Customer Journey ก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้ก่อตั้งรายนี้บอกว่ายากสุดๆ กลับเป็นการเก็บหนังสือเข้าชั้น ที่ไม่มีใครเก็บแทนเขาได้เลย
“ความยากจริงๆ ก็คือไม่รู้จะเอาหนังสือไปไว้ที่ไหนมากกว่า ดังนั้น สู้เปิดต่อไปยังจะคุ้มกว่า แต่ที่ยากที่สุดก็คือเรื่องของการเก็บหนังสือที่มีจำนวนมหาศาลเข้าชั้นนั่นเอง ตอนแรกเราคิดว่ากลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ เคยเช่าหรือเคยชินกับหนังสือการ์ตูนอายุประมาณ 30 – 50 ปี แต่พอมาเปิดจริงๆ แปลกใจมากที่มีเด็กมัธยมต้นและเด็กประถมมาเยอะเหมือนกัน แม้ว่าน้องๆ จะไม่เคยจับหรืออ่านหนังสือการ์ตูนมาก่อน แต่พอได้ดู Netflix เลยทำให้อยากสัมผัสหนังสือการ์ตูนบ้างว่าเป็นยังไง กลายเป็นกลุ่มลูกค้าเรากว้างขึ้นกว่าที่คิดไว้”
อย่างไรก็ตาม การมีสองธุรกิจอยู่ในที่เดียวกันกลายเป็นส่วนสำคัญและกำลังเสริมให้กันและกันได้อย่างดี โดย ไบรท ชี้ว่า “ถ้าเราไม่มีหนังสือก็คงไม่มีลูกค้ามา แต่ถ้าเรามีแต่หนังสือไม่มีกาแฟก็คงไม่มีใครมาเช่นกัน ดังนั้น เราเลยต้องมีทั้งสองอย่าง ซึ่งสร้างจุดเด่นให้กันและกันเป็นอย่างดี”
“การอ่านไม่ได้หายไป
การอ่านหนังสือที่จับได้หรือการอ่านหนังสือดิจิทัลไม่ได้แตกต่างกันสำหรับผม
สำหรับผมคือ Attitude หรือทัศนคติของคนมากกว่า
ถ้าตั้งใจจะใฝ่หาความรู้อยู่แล้ว จะอ่านแบบไหนก็ได้หมด”
อยู่คู่ชุมชน...อยู่คู่คนรักการอ่าน
เมื่อเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การหวังกำไรเป็นจุดสูงสุด ทางคาเฟ่จึงไม่เก็บค่าอ่านหนังสือ แม้จะนั่งอ่านตลอดทั้งวันก็ตาม เพราะตั้งใจเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่จะดึงคนเข้ามาในเสนานิคม สถานที่ที่ไบรทเกิดและโตให้มากขึ้น เพื่อช่วยฟื้นความคึกคักของย่านที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนเดินขวักไขว่แม้ในยามดึก และช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนทำมาค้าขายได้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทางร้านได้รับเบเกอรี่จากคนในชุมชนมาขายที่ร้านด้วย
“เรามีกฎข้อเดียวคือ หยิบหนังสือมาจากที่ไหนควรเก็บที่เดิมด้วยแค่นั้นเอง เราต้องการให้ทุกคนได้มาอ่านหนังสือ ได้มาใช้เวลาที่นี่ ลูกค้าที่มาบางคน เขาแค่อยากจะเข้ามาใช้บริการร้านที่มีหนังสือห้อมล้อม เขาอยากจะให้เวลาของเขาไหลช้าลงนิดหนึ่ง ให้เขาผ่อนคลายลงนิดหนึ่งได้ก็ยังดี ดังนั้น จุดประสงค์ของหลายๆ คนต้องการมานั่งพักผ่อนเฉยๆ บางคนไม่หยิบหนังสืออ่านเลยก็มี แค่มานั่งมองหนังสือ เขาก็เหมือนรู้สึกว่าเขาใช้เวลาได้ช้าลงแล้ว”
“เราไม่ใช่ฮีโร่ เราเป็นแค่คนธรรมดา
ที่ต้องการให้การเป็นจุดเล็กๆ ของร้านหนึ่ง
ช่วยดึงคนเข้ามาในเสนานิคมเท่านั้นเอง”
สำหรับการพลิกธุรกิจที่ซบเซาให้ฟื้นได้นั้น เจ้าของคาเฟ่คนนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้ามองธุรกิจว่าไม่มีเสน่ห์แล้ว มี 2 อย่างให้คิด อย่างแรกให้ลองทำหรือจับคู่กับธุรกิจอื่นดูว่าพอจะไปได้ไหม หรือถ้ามันไม่ได้จริงๆ อย่าฝืน
“การที่คุณยอมแพ้ตั้งแต่ตอนที่คุณยังไม่หมดตัวฉลาดกว่าการที่คุณเอาหัวชนฝา ทำจนเจ๊งหมดตัว แล้วกลับมาเริ่มใหม่ไม่ได้ ดังนั้น ถ้าอันไหนไปไม่ได้จริงก็ต้องปล่อย การยอมแพ้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ยอมแพ้ในขณะที่ยังมีอะไรเหลืออยู่แล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ยังจะฉลาดเสียกว่า”
เพราะฉะนั้น “การรู้ตัวให้เร็วเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องเริ่มให้เร็วและก็ยอมแพ้ให้เร็วเช่นกัน ถ้าคุณเริ่มไม่เร็วพอ คนอื่นก็จะเริ่มก่อนคุณ แต่ถ้าคุณยอมแพ้ไม่เร็วพอ คุณก็อาจจะขาดทุนเจ๊งไปก่อนที่จะมีแรง มีเงินไปเริ่มต้นใหม่ ดังนั้น ต้องทำให้เร็วพอกันทั้งคู่”
“บางทีการไปเจอสิ่งใหม่ อาจทำให้ธุรกิจเก่าของเราเติบโตได้เช่นกัน
คนทำธุรกิจที่ไม่ล้มมีอยู่แค่สองอย่างคือ
เก่งมาก โชคดีมาก
ไม่ก็ไม่เคยทำอะไรเลย”
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี