Text : Ratchanee P.
“อาหารเช้าสามารถกินเวลาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเท่านั้น”
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แพร-ณัฐกุล วิวัฒนกุลพาณิชย์ ตัดสินใจเปลี่ยนบ้านไม้เก่าของครอบครัวในจังหวัดอุดรธานี ให้กลายเป็น MORNING HOUSE คาเฟ่อาหารเช้าที่ฉีกกฎเดิมๆ ด้วยการเปิดให้บริการยาวไปจนถึงบ่าย 3 โมง
จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้วยความชอบส่วนตัวและการมองเห็นโอกาสในช่องว่างของตลาด วันนี้ MORNING HOUSE กำลังจะครบ 3 ปีเต็ม พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในฐานะผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
จุดเริ่มต้นจากช่องว่างในตลาด เมื่ออาหารเช้าไม่จำเป็นต้องจบที่ 11 โมง
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน หากใครไปจังหวัดอุดรธานี ภาพจำที่คุ้นตาคือร้านอาหารเช้าตามตึกแถวที่เปิดกันตั้งแต่รุ่งสาง ไข่กระทะ ขนมปังญวน และข้าวเปียก เป็นเมนูยอดฮิตที่คนในพื้นที่ออกมารวมตัวพูดคุยกันประหนึ่งสภากาแฟ ทว่าปัญหาหนึ่งที่แพรพบในฐานะคนชอบทานอาหารเช้าคือ “สายๆ เขาก็ปิดกันหมดแล้ว”
“แพรเชื่อว่าอาหารเช้าสามารถกินเวลาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเท่านั้น” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจรีโนเวทบ้านไม้เก่าของครอบครัวให้กลายเป็น MORNING HOUSE คาเฟ่อาหารเช้าที่ฉีกกฎเรื่องเวลาด้วยการเปิดให้บริการยาวไปจนถึงบ่าย 3 โมง เพื่อรองรับกลุ่มคนที่ตื่นสาย คนทำงานที่อยากทานมื้อสาย (Brunch) หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงเมืองในช่วงใกล้เที่ยงแต่ยังโหยหารสชาติพื้นเมือง
ในช่วงแรก เธอใช้พลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการดีไซน์รสชาติอาหารและการตกแต่งร้านให้ดูน่านั่ง พูดคุยกับลูกค้าทุกโต๊ะเพื่อถามฟีดแบ็ก ด้วยความใส่ใจและการเป็น “น้ำไม่เต็มแก้ว” จึงทำให้ร้านขยายเติบโตมาเรื่อยๆ
ความสำเร็จที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ MORNING HOUSE เติบโตก้าวกระโดดมาสู่จุดนี้ คือหลักการทำงานที่แพรยึดถือเสมอมานั่นคือ “การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่” สำหรับแพรธุรกิจร้านอาหารเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องเติบโตและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การหยุดอยู่กับที่ในโลกธุรกิจที่มีคู่แข่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ เท่ากับการถอยหลัง
“เราไม่ได้มองว่าเมื่อร้านเข้าที่แล้วเราจะหยุด เราพยายามปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเพื่อให้ทุกอย่างสมูทที่สุด เราฟังเสียงลูกค้าจริง แล้วค่อยๆ แก้ไข ค่อยๆ พัฒนา จนกว่าจะมั่นใจว่าสิ่งที่เราเปลี่ยนมันดีขึ้นจริงๆ”
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา MORNING HOUSE มีการขยับขยายพื้นที่ครัวให้ชัดเจนเพื่อประสิทธิภาพงานที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการบริหารพื้นที่ในร้านที่เดิมรับได้เพียง 50 ที่นั่ง ให้กลายเป็น 80 ที่นั่งโดยไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การขยับโต๊ะไปจนถึงการปรับสูตรอาหาร คือผลลัพธ์ของความช่างสังเกตและความพยายามทำเพื่อให้ดีกว่าเมื่อวานอยู่เสมอ
แพรยอมรับว่าในช่วงแรกเธอเองยังไม่รู้จักกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนนัก เมนูหลักจึงเน้นไปที่วัตถุดิบที่คุ้นเคยอย่าง “เนื้อหมู” เป็นหลัก แต่การรับฟังสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ทำให้เธอเห็นโอกาสใหม่ๆ
“ตอนแรกเราเน้นหมูเป็นหลัก แต่พอเริ่มมีคนบอกว่าอยากได้เมนูเฮลตี้บ้าง อยากทานเนื้อวัวบ้าง หรือบางคนไม่ทานหมู เราก็ไม่นิ่งเฉยที่จะปรับปรุง”
ปัจจุบัน MORNING HOUSE ได้ขยายไลน์อาหารจนครอบคลุมทั้งเนื้อวัว ไก่ กุ้ง และปลา มีเมนูสลัดสำหรับสายเฮลตี้ ไปจนถึงปอเปี๊ยะทอดสไตล์ฟิวชั่นที่ยังคงกลิ่นอายเวียดนามอันเป็นเอกลักษณ์ของอุดรธานีไว้ได้อย่างลงตัว การปรับเปลี่ยนนี้ไม่ได้ทำแบบปุบปับ แต่เป็นการ “ค่อยๆ เก็บข้อมูล” แล้วนำมาพัฒนาสูตรจนมั่นใจก่อนจะบรรจุลงในเล่มเมนูใหม่ การปรับเปลี่ยนตลอดเวลานี้เองที่ทำให้ร้านสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัวคนไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และคนวัยทำงานที่มองหามื้อเที่ยงที่อิ่มท้องและได้คุณภาพ
เมื่อลูกค้ากลายเป็นพาร์ทเนอร์แห่งการเติบโต
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คือการที่ MORNING HOUSE สามารถสร้างฐานลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติที่จะแวะเวียนกลับมาทุกปีที่มาเมืองไทย
“เราเน้นเรื่องการรักษาความสัมพันธ์ (Relationship) ค่อนข้างมาก ให้ความรู้สึกเหมือนเขามากินข้าวบ้านเพื่อน เราจะทักทาย พูดคุยชีวิตกันตลอด ลูกค้าบางคนกลับมาเห็นร้านขยายใหญ่ขึ้น มีที่นั่งเพิ่มขึ้น เขาก็ดีใจกับเราด้วย เหมือนเขาได้เห็นการเติบโตและการปรับปรุงของเราไปพร้อมๆ กัน”
การรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้ ทำให้ลูกค้าที่กลับมาซ้ำตลอดเวลา และรู้สึกตื่นเต้นเสมอที่ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนูใหม่หรือมุมถ่ายรูปใหม่ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจของการสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง
หากถามถึงความแตกต่างระหว่างแพรในวันแรกกับแพรในวันนี้ คือการมองภาพรวมของธุรกิจที่ลึกซึ้งขึ้น เธอค้นพบว่า “รสชาติอาหาร” คือใบเบิกทาง แต่ “ระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน” คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด
“วันนี้แพรมองหลังบ้านมากขึ้น เราทำระบบสต็อกวัตถุดิบ การสั่งของ การจัดการครัว และการพัฒนาทีมงานให้เป็นระบบ เพราะเราไม่อยากเป็นร้านที่รสชาติเปลี่ยนไปตามอารมณ์คนปรุง มาตรฐานต้องแน่น คุณภาพต้องคงที่ และที่สำคัญคือต้องจัดการต้นทุนให้เป็น”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคใหม่ คือการไม่หยุดนิ่งอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ แม้ MORNING HOUSE จะเติบโตแบบ “Organic” แต่ใช้ความประทับใจจริงจากลูกค้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สิ่งนี้สร้างความมั่นใจให้กับแพรว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้องแล้ว
ในวันนี้ MORNING HOUSE ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารเช้าที่เปิดทั้งวันอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นบทเรียนที่มีชีวิตของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ไอเดียที่แตกต่าง แต่ต้อง “เปิดรับฟัง” และ “พร้อมจะปรับเปลี่ยน” ตลอดเวลา
หากคุณมีโอกาสได้แวะเวียนไปจังหวัดอุดรธานี และมองหาที่นั่งพักทานอาหารเช้าอุ่นๆ ในบรรยากาศที่เหมือนบ้าน MORNING HOUSE ยังคงเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มเดิม และรสชาติที่พัฒนาขึ้นทุกๆ วัน
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี