ร่วมธุรกิจกับหุ้นส่วนยังไงไม่ให้โดนเอาเปรียบ 7 บทเรียนจากหนัง ELVIS "ราชาโยกและคลึง"

TEXT : อรุษา กิตติวัฒน์

Main Idea

  • ELVIS นักร้องดังตำนานราชาโยกและคลึง นักร้องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง

 

  • ผ่านช่วงชีวิตทั้งตกต่ำและเติบโต และอนาคตวงการเขาอาจไปได้ไกลสุดกู่กว่านี้ถ้ามีหุ้นส่วนธุรกิจหรือผู้จัดการที่ดี

 

  • นี่คือบทเรียน 7 ข้อจากหนัง ELVIS ในแง่มุมของการทำธุรกิจ

 

   

     ELVIS เป็นหนังชีวประวัติของ เอลวิส เพรสลีย์ นักร้องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง เล่าผ่านมุมมองของ ผู้พัน ทอม ปาร์คเกอร์ ผู้จัดการศิลปิน ผู้สร้าง “เอลวิส เพรสลีย์” ขึ้นมา และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปิน ปลุกปั้นแบรนด์เอลวิส ให้มีมูลค่าในทุกทางที่ทำได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้จัดการที่เอาเปรียบ เป็นผู้จัดการศิลปินในตำนานที่ทำเงินมหาศาล มากกว่าตัวศิลปินเองด้วยซ้ำ 

     เอลวิสเริ่มต้นเส้นทางอาชีพมาอย่างไร การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในแต่ละช่วง การเสื่อมถอยและกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างศิลปินกับผู้จัดการ ที่อยู่เบื้องหลังทั้งความสำเร็จและการตกต่ำ ความเป็นแบรนด์การค้าที่ยังคงทำเงินมาจนถึงทุกวันนี้  

     ELVIS มีความยาว 2 ชั่วโมง 36 นาที แต่ดูสนุกเพลิดเพลินได้จนจบ เล่าเรื่องราวจัดเต็มเห็นชีวิตเอลวิสตั้งแต่ต้นจนจบ ในสไตล์ของผู้กำกับของ บาซ เลอห์มานน์ ที่เคยมีผลงานหนังเพลง จัดจ้าน สนุก จัดเต็ม อย่างเช่น มูแรงรูจ มาแล้ว ปัจจุบันกำลังฉายทางสตีมมิง HBO Max หนังดูสนุก เต็มไปด้วยบทเรียนธุรกิจที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด นี่คือบทเรียน 7 ข้อจากหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของธุรกิจ

1.ศิลปิน นักจัดโชว์ และการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ

     ผู้พันปาร์คเกอร์ นักจัดโชว์คานิวัล ได้เห็นเด็กหนุ่มร่างบางในชุดสูทสีชมพูแปลงร่างกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่บนเวที เห็นแววตาของหญิงสาวที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรปล่อยใจสนุกไปกับท่าเต้นสะบัดเอว จังหวะดนตรีสนุกสนาน เป็นการแสดงที่ทรงพลัง เขาเปิดประตูสู่โชคชะตาของทั้งคู่ พาเอลวิสเดินทางไปทัวร์ฝั่งใต้ ร่วมแสดงในโชว์ของนักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง เสนอการเป็นหุ้นส่วน 50/50 เจรจากับค่ายเพลงท้องถิ่นเล็กๆ ขายสัญญาให้กับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีช่องทางจัดจำหน่ายได้ทั่วประเทศ ไม่นานทั้งประเทศก็รู้จัก เอลวิส เพรสลีย์ ด้วยแนวเพลงที่สร้างความแตกต่าง ผสมผสานเพลงคันทรีของคนผิวขาว เพลงกอสเปลที่เน้นจิตวิญญาณ และเพลงของคนผิวดำเข้าด้วยกัน รวมเข้ากับสไตล์การเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ เขาเปลี่ยนวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันไปโดยสิ้นเชิง สร้างตำนานราชาร็อคแอนด์โรลที่โลกจดจำ เป็นสัญลักษณ์ของความขบถ ความมีชีวิตชีวา ความหัวรั้น และเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ทุ่มเทพลังเต็มที่ ส่งแรงทั้งหมดไปให้ผู้ชมเสมอ แม้แต่การแสดงครั้งสุดท้ายที่เห็นได้ชัดจากฟุตเทจคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในปี 1977 

2.สร้างมูลค่า ขยายรายได้

     เอลวิส เพรสลีย์ เป็นศิลปินอเมริกันที่ขายอัลบั้มได้หลักล้านแผ่นเป็นคนแรกๆ ผู้พันเข้าใจพลังของสื่อที่เปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนได้ และรู้ว่ารายได้ไม่ได้มาจากแค่การแสดงและขายแผ่นเสียง รู้จักวิธีส่งเสริมการขายสินค้าและบุกเบิกสินค้าไลเซนซิ่ง สร้างมูลค่าจากแบรนด์เอลวิสที่ครอบคลุมตลาดได้หมด นำชื่อและหน้าของศิลปินใส่ลงไปในสินค้า ของเล่น ขนม น้ำหอม พลาสเตอร์ ผ้าพันคอ ฯลฯ แม้กระทั่งป้ายเข็มกลัดข้อความ I love Elvis ให้คนแสดงความรัก และป้าย I hate Elvis ที่ทำเงินจากคนที่เกลียดเขา เรียกว่าอุดทุกช่องทางในการทำเงิน ความเป็นแบรนด์เอลวิส ยังขยายไปถึงภาพยนตร์ ทำให้ยิ่งสร้างผลกำไรได้มากขึ้น  

3.ถ้าเราไม่คุมธุรกิจ ธุรกิจก็จะคุมเรา

     การร้องเพลงและเต้นส่ายเอวของเอลวิสถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ฝ่าฝืนกฎหมายการแบ่งสีผิว ผู้พันแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนเขาเป็น “เอลวิสคนใหม่” แต่ภาพนักร้องคันทรีในภาพลักษณ์ใส่สูทหางไปร้องเพลงกับสุนัขออกรายการโทรทัศน์โดยไม่มีการเต้นส่ายเอว ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง เขาเองก็รู้สึกอับอายที่สุดในชีวิต เพื่อนนักร้อง บี.บี. คิง (ซึ่งกลายเป็นราชาเพลงบลูส์ในเวลาต่อมา) บอกเอลวิสว่า “ถ้านายไม่คุมธุรกิจ ธุรกิจก็จะคุมเรา” เอลวิสเลือกกลับไปเป็นตัวของตัวเอง และได้แฟนเพลงกลับมา

4.อย่ากลัวที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ อย่าให้คำแนะนำของคนอื่นมาครอบงำ ถ้ารู้สึกว่าไม่สอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง

     ผู้พันผลักดันเอลวิสสู่แวดวงฮอลลีวู้ด เขาได้แสดงหนังกว่า 30 เรื่อง และมีงานเพลงออกมาเป็นอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ หลายปีผ่านไป เขากำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้วสำหรับแฟนพันธุ์แท้ พอถึงจุดอิ่มตัวในวงการฮอลลีวู้ดแล้ว ก็ได้เวลาเปลี่ยนบทบาทเป็น ครอบครัวบันเทิงเอลวิส โดยทำข้อตกลงกับสถานี มีจักรไฟฟ้าซิงเกอร์เป็นสปอนเซอร์ เพื่อผลิตรายการโชว์ออกอากาศในช่วงคริสต์มาส ถือเป็นการกลับมาแสดงครั้งแรกในรอบ 8 ปีของเอลวิส  

     แต่เอลวิสรู้ว่าเขากำลังตกต่ำในเส้นทางอาชีพ และอยากค้นหาตัวตนอีกครั้ง แทนที่จะสวมสเวตเตอร์ร้องเพลงคริสมาสตร์ตามคำสั่งของผู้พัน เขากลับสวมแจ็กเก็ตหนัง ดิบ เถื่อน กลับคืนเวที ร้องเพลงที่อยากร้อง ระหว่างการถ่ายทำโชว์ มีข่าว โรเบิร์ต เคนเนดี้ ถูกลอบสังหาร ช็อกคนอเมริกัน หลังจากสูญเสีย ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในปีเดียวกัน ประเทศกำลังต้องการเสียงที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เอลวิสร้องเพลง If I Can Dream และเล่นกีตาร์เหมือนสมัยแรกๆ การเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เอลวิสกลับคืนวงการเพลงอีกครั้งอย่างสมศักดิ์ศรี กลายเป็นราชาร็อคแอนด์โรลล์ และ Comeback ปี 1968 กลายเป็นโชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

5.เรียนรู้ธุรกิจของตัวเอง ไว้ใจให้ถูกคน เรื่องที่ไม่ถนัด ปล่อยให้มืออาชีพจัดการไป

     ศิลปินมีพรสวรรค์ มีความสามารถ แต่ก็ไม่ใช่นักธุรกิจ เอลวิสให้พ่อจัดการเรื่องการเงินและธุรกิจ พ่อยกการตัดสินใจทั้งหมดไปให้กับผู้พันปาร์คเกอร์  โดยไม่ได้เรียนรู้ที่จะจัดการเอง เอลวิสพึ่งพาผู้จัดการให้ช่วยดูแลผลประโยชน์ แต่บางครั้งผู้พันก็เลือกสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์กับตัวศิลปิน อย่าง ปฏิเสธการทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ ในฐานะเจ้าของธุรกิจของแบรนด์ตัวเอง เอลวิสไม่ได้หาคำตอบและยังคงทำงานด้วยกันต่อไป ในภายหลังเมื่อได้รู้สาเหตุที่แท้จริง ก็สายเกินไปเสียแล้ว 

6.ทัวร์คอนเสิร์ต vs. เวทีในประเทศ

     เอลวิสมีแผนจะไปออกทัวร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่ขึ้น จัดแสดงในสนามกีฬา ข้อดีคือรวมการแสดงทั้งสัปดาห์ไว้ในคืนเดียว แต่ผู้พันบอกว่าทัวร์ต่างประเทศต้นทุนแพงมาก มีค่าใช้จ่ายสูง และค่าใช้จ่ายจะถูกหักจากค่าตัวของศิลปิน จะทำให้ธุรกิจครอบครัวต้องเสี่ยงไปด้วย และเสนอการแสดงระดับนานาชาติที่โรงแรมใหม่ในลาสเวกัส ซึ่งไม่ต้องลงทุนเอง หลังจากแสดงที่นี่ไม่กี่สัปดาห์ ก็จะไปทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกได้โดยไม่ต้องเอาทุนส่วนตัวไปเสี่ยง เอลวิสคล้อยตามผู้พัน เขารวมวงดนตรี ประสานเสียง วงออเคสตร้า 30 ชิ้น นำเพลงเก่าที่เคยเล่นด้วยเครื่องดนตรีสองสามชิ้นกลับมาเล่นใหม่ ทดลองแสงสีเสียง เปิดการแสดงใหม่ยิ่งใหญ่อลังการ ถือเป็นนวัตกรรมของเวทีแสดงในยุคนั้น

     แต่ผู้พันกลับไปเจรจาลับๆ ให้เอลวิสกลับมาเล่นตลอด 5 ปี และทำข้อตกลงลับๆ ยกหนี้จากคาสิโนทั้งหมดก่อนหน้าให้ผู้พันและให้เครดิตแบบไม่จำกัดวงเงิน ใช้เรื่องความปลอดภัยมาอ้าง ทำให้เอลวิสยกเลิกทัวร์ต่างประเทศ หันมาทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศก่อน และจัดหาแพทย์ประจำตัวเข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพ ในที่สุดเอลวิสก็เลิกสนใจการไปต่างประเทศ ผู้พันพาโลกมาหาเขาแทน ด้วยการจัดแสดงคอนเสิร์ตผ่านดาวเทียมเป็นครั้งแรกของโลก ผู้ชม 1300 พันล้านคนทั่วโลกในคืนเดียว นอกจากไปเป็นทหารเกณฑ์ที่เยอรมนี เอลวิสไม่เคยไปทัวร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศสักครั้ง  

7.ใส่ใจธุรกิจ เงินของตัวเอง และการตัดสินใจในชีวิต

     หากไม่เรียนรู้ด้วยตนเอง ก็จ้างคนที่ไว้วางใจได้ ใช้มืออาชีพ และคอยตรวจสอบเสมอ หากมีบางสิ่งที่ดูไม่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ผ่านไป เอลวิสปล่อยให้คนอื่นมาจัดการเรื่องสำคัญ ให้ผู้พันตัดสินใจเรื่องงานและการดูแลสุขภาพ ให้พ่อจัดการเรื่องธุรกิจและเงินโดยที่ไม่เคยตรวจสอบ  

     ในวัยย่างเข้า 40 ปี เอลวิสตระหนักว่าเขาไม่เคยเล่นหนังคลาสสิคที่จะภูมิใจได้เลย เมื่อมีการติดต่อให้รับบทนักแสดงนำในเรื่อง A Star is Born คู่กับบาบาร่า สไตรแซนด์ ซึ่งเขาอยากร่วมงานด้วยมาตลอด แต่ต้องพลาดโอกาสนี้เพราะผู้พันปฏิเสธ หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 1976 และเข้าชิงรางวัลออสการ์และรางวัลอื่นๆ ในปี 1977 และคว้ารางวัลหนังเพลงที่ดีที่สุดไป ในปีเดียวกับที่เอลวิสจากไป

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

คำสารภาพจากแม่ค้าประตูน้ำ ยอมออกจาก Comfort zone สู่โลกออนไลน์ เมื่อความสำเร็จเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ช่วงนี้มักได้ยินเสียงบ่นของพ่อค้าแม่ค้าหนาหูว่า เศรษฐกิจไม่ดีและไม่ใช่เศรษฐกิจไม่ดีแบบธรรมดา แต่เป็นเศรษฐกิจที่แย่สุดๆ รับรู้ได้จากแม่ค้าหลายรายได้โพสต์คลิประบายความในใจจนกลายเป็นไวรัล

บ้านต้นไม้ร้อยหวัน โฮมสเตย์ที่อยากให้คนมาใช้ชีวิตเรียบง่าย กินของพื้นบ้านและนอนฟังสายน้ำ

บ้านพักแนวโฮมสเตย์รักษ์วิถีชุมชน ที่อยากชวนคนให้มาอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย กินของพื้นบ้านและนอนฟังสายน้ำ รับเฉพาะลูกค้าจองล่วงหน้าเท่านั้น

ระเบิดเวลาลูกใหม่ ถล่มธุรกิจอาหาร-เกษตรไทย! หลายชาติงดนำเข้าพืชผัก เน้นปลูกกินเอง

ถือว่าเป็นธุรกิจที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยก็ว่าได้ทั้งธุรกิจอาหารและเกษตร เพราะต่างทำรายได้ให้ประเทศไทยไม่ใช่น้อย สำหรับธุรกิจอาหารแค่ 9 เดือนแรกปี 66 การส่งออกอาหารของไทยทำรายได้ถึง 1.16 ล้านล้านบาท