คำนวณต้นทุนทางการเงิน คิดแบบคนรวย คิดแบบบัญชี

 




เรื่อง : อชิระ ประดับกุล
    misterachira@hotmail.com



     ในการดำเนินธุรกิจของคุณ “เงินทุน” เป็นสิ่งจำเป็นแรกๆ ที่ต้องมีไว้ใช้ในการลงทุนเริ่มแรก หรือหมุนเวียนในกิจการเมื่อเริ่มเปิดดำเนินงาน แต่หาก “เงินทุน” ที่คุณมีไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแหล่งในการจัดหาเงินทุนภายนอกที่สำคัญได้ และนั่นคงไม่พ้นเรื่องของค่าใช้จ่ายและภาระดอกเบี้ยที่อาจตามมาได้ในที่สุดเมื่อมีการกู้ยืมจากแหล่งเงินทุนภายนอกหรือสถาบันการเงินเหล่านี้

    ตามความหมายของรายการย่อในงบการเงิน ที่แนบท้ายคำชี้แจงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ.2551 ได้ให้ความหมายของต้นทุนทางการเงินว่า หมายถึง...

    “ต้นทุนทางการเงิน คือ ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการก่อหนี้สินของกิจการ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าธรรมเนียมธนาคารที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยที่เกิดจากสัญญาเช่าการเงิน เป็นต้น”
ดังนั้น จากความหมายข้างต้น ทำให้ “ต้นทุนทางการเงิน” ของกิจการ อาจไม่ได้หมายความถึง

    - ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการเช่าซื้อรถยนต์ส่วนตัวของกรรมการบริษัท

    - ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยของผู้บริหาร

    - ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อเรื่องส่วนตัวต่างๆ ของบุคคลในธุรกิจ

    ส่วนกรณีที่ “ดอกเบี้ยที่เกิดจากสัญญาเช่าการเงิน” ถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทางการเงินนั้น มีสิ่งที่น่าสนใจและต้องพิจารณาเพิ่มเติมก็คือเรื่องของ “สัญญาเช่าการเงิน” ว่า จะต้องมีลักษณะแบบใดถึงเข้าหลักเกณฑ์นั้นสามารถอธิบายลักษณะสำคัญของสัญญาเช่าดังกล่าวได้ดังนี้     สัญญาเช่าการเงิน (Financial Lease) มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 (ปรับปรุง 2552) ได้ให้ความหมายของสัญญาเช่าการเงินไว้ว่า เป็นสัญญาที่โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่ผู้เป็นเจ้าของพึงได้รับจากสินทรัพย์ไปให้แก่ผู้เช่า โดย

    1. เป็นสัญญาเช่าระยะยาว ที่ผู้เช่ามีฐานะเป็นเสมือนเจ้าของสินทรัพย์

    2. มีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่ผู้เป็นเจ้าของพึงได้รับจากทรัพย์สินให้แก่ผู้เช่า

    3. เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังคงเป็นของผู้ให้เช่า ผู้เช่าเลือกซื้อสินทรัพย์ที่เช่านั้นหรือไม่ก็ได้ ในการเลือกซื้อ ราคาที่จะซื้อมักต่ำกว่าราคายุติธรรมของสินทรัพย์นั้น ณ วันที่สิทธิการเลือกซื้อมีผลบังคับใช้ ในกรณีที่ไม่เลือกซื้อสินทรัพย์นั้น ผู้เช่าจะต้องส่งมอบสินทรัพย์นั้นคืนแก่ผู้ให้เช่า ในกรณีที่เป็นการเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์จะตกเป็นของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อตามเงื่อนไขทุกประการ

    4. โดยทั่วไปสัญญาเช่ามักจะให้ผู้เช่าประกันความเสียหาย และผู้เช่าจะต้องเสียค่าบำรุงสินทรัพย์ที่เช่าเอง ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าไม่ได้
 
    นอกจากนี้ ยังมีสัญญาเช่าอีกประเภทที่อาจคล้ายกันในบางกรณีแต่กลับไม่ถือเป็น “สัญญาเช่าการเงิน” แต่เราเรียกว่า “สัญญาเช่าดำเนินงาน” ซึ่งมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

    สัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) หมายถึง สัญญาเช่าที่ไม่ใช่สัญญาเช่าการเงินหรืออีกนัยหนึ่ง สัญญาเช่าดำเนินงานคือ สัญญาเช่าที่ไม่ได้มีการโอนความเสี่ยง และผลตอบแทนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดที่เป็นเจ้าของพึงได้รับจากสินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่า แสดงว่า ผู้เช่าย่อมไม่ใช่เจ้าของสินทรัพย์ที่เช่านั้น ดังนั้น เนื้อหาของสัญญาเช่าดำเนินงานคือ การเช่าขณะที่เนื้อหาของสัญญาเช่าการเงินคือ การซื้อสินทรัพย์ จากความหมายของสัญญาเช่าดำเนินงาน สามารถสรุปลักษณะสัญญาของสัญญาเช่าดำเนินงานได้ดังนี้

    1. เป็นสัญญาเช่าที่ผู้เช่าไม่ได้มุ่งหวังจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์เหนือสินทรัพย์นั้น

    2. อายุของสัญญาเช่ามักจะสั้นกว่าอายุการให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่าอาจจะนำสินทรัพย์นั้นไปให้ผู้อื่นเช่าต่อได้อีก

    3. ในการบำรุงรักษาสินทรัพย์ที่เช่า หรือการซ่อมแซมสินทรัพย์ที่เช่า เป็นความรับผิดชอบของผู้ให้เช่า

    4. ผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญานั้นก่อนกำหนดได้หากเห็นว่าสินทรัพย์ที่เช่านั้นหมดประโยชน์ลง

     ฉะนั้นเมื่อสามารถแบ่งประเภทของสัญญาเช่าได้อย่างชัดเจนแล้วก็จะทราบได้ว่า “ดอกเบี้ย” ที่เกิดขึ้นจัดเป็นต้นทุนทางการเงินได้หรือไม่?

    ส่วนเรื่องของค่าธรรมเนียมธนาคารที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน ที่ถือเป็นต้นทุนทางการเงิน อาจหมายถึง

    - ค่าธรรมเนียมในการจัดการวงเงินกู้

    - ค่าธรรมเนียมในการประเมินวงเงินกู้

    - ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินกู้ยืมนั้นๆ

    ทั้ง “ค่าธรรมเนียมธนาคาร” และ “ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืม” เพื่อนำเงินกู้มาใช้ในการดำเนินงานถือเป็น “ต้นทุนทางการเงิน” ด้วยกันหมดทั้งสิ้น และกิจการต้องบันทึกในบัญชี ค่าใช้จ่ายของกิจการที่สามารถหักได้จากรายได้เพื่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีในที่สุด

     คิดแบบคนรวย...คิดแบบบัญชี
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี (SME)



 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่