บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ ลดปัญหา เพิ่มศักยภาพธุรกิจ




 เรื่อง : อชิระ ประดับกุล
           misterachira@hotmail.com




    สำหรับกิจการซื้อมาขายไป รายการบัญชีที่เกี่ยวกับ “สินค้าคงเหลือ” เป็นปัญหาหนึ่งที่มักพบได้บ่อยครั้ง เช่น เมื่อมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือแล้วพบว่า มีทั้งกรณีที่สินค้าคงเหลือที่ “เกิน” หรือ “ขาด” หรือขาดไปจากบัญชี จะด้วยการลืมบันทึกบัญชี หายจริง หรือด้วยการทุจริตก็ตาม แต่การบันทึกบัญชีที่เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือจริงๆ สามารถควบคุมปัญหาดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง หากกิจการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ


ในการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือนั้น มีวิธีปฏิบัติอยู่ 2 วิธี ได้แก่

-      การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory Method)

-      การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Pepetual Inventory Method)

     ทั้ง 2 วิธีนี้ มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันและขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของประเภทสินค้าของกิจการที่คุณทำการซื้อมาขายไปอยู่ด้วย
 
การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory Method)

วิธีนี้จะไม่มีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือในระหว่างงวดบัญชีที่ทำการซื้อ-ขาย เช่น

เมื่อมีการ “ซื้อ” สินค้าเข้ามา        จะบันทึกผ่านบัญชี “ซื้อ”

เมื่อมีการ “ขาย” ออกไป        จะบันทึกผ่านบัญชี “ขาย”

เมื่อมีการ “ส่งคืน” สินค้าให้กับผู้ขาย    จะบันทึกผ่านบัญชี “ส่งคืน”

เมื่อได้รับ ส่วนลด” จากการชำระค่าสินค้าตามเงื่อนไขการชำระเงิน จะบันทึกผ่านบัญชี “ส่วนลดรับ”

     
    ดังนั้น วิธีนี้ในระหว่างงวดบัญชีกิจการจะยังไม่ทราบว่าราคาทุนสินค้าคงเหลือที่แท้จริงของกิจการในขณะนั้นว่ามีอยู่เท่าไหร่ มีต้นทุนสินค้าคงเหลือที่ขายออกไปเท่าใด จนกว่าจะถึงวันสิ้นงวดแต่ละงวด ที่ได้ทำการตรวจนับถึงจำนวนสินค้าที่ซื้อมาและขายไปในแต่ละงวดบัญชี ทั้งนี้ วันสิ้นงวดดังกล่าวอาจกำหนดให้ทำทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปีก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมของกิจการ

     ข้อดี เหมาะกับกิจการที่มีสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมากหลายรายการและไม่สามารถตรวจนับได้ตลอดเวลา

    ข้อเสีย ในระหว่างงวดบัญชีกิจการจะไม่ทราบถึงต้นทุนของสินค้าคงเหลือได้อย่างแท้จริงจนกว่าจะมีการตรวจนับในวันสิ้นงวด
 
     การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Pepetual Inventory Method)

     วิธีนี้มีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือในระหว่างงวดบัญชีที่ทำการซื้อ-ขาย เช่น

เมื่อมีการ “ซื้อ” สินค้าเข้ามา         จะบันทึกผ่านบัญชี “สินค้าคงเหลือ”

เมื่อมีการ “ขาย” ออกไป         จะบันทึกผ่านบัญชี “ต้นทุนขาย” และ “สินค้าคงเหลือ”

เมื่อมีการ “ส่งคืน” สินค้าให้กับผู้ขาย     จะบันทึกผ่านบัญชี “สินค้าคงเหลือ”

เมื่อได้รับ “ส่วนลด” จากการชำระค่าสินค้าตามเงื่อนไขการชำระเงิน                จะบันทึกผ่านบัญชี “สินค้าคงเหลือ

 
    วิธีนี้ในระหว่างงวดบัญชีกิจการจะทราบว่าราคาทุนสินค้าคงเหลือที่แท้จริงของกิจการในขณะนั้นว่ามีอยู่เท่าไหร่ มีต้นทุนสินค้าคงเหลือที่ขายออกไปเท่าใด 

    ข้อดี    กิจการสามารถทราบได้ถึงต้นทุนสินค้าคงเหลือของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่งได้ในระหว่างงวดบัญชี

    ข้อเสีย   ต้องทำการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือตลอดเวลาเมื่อมีความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ เกิดขึ้น /อาจต้องทำการตรวจนับตลอดเวลาเพื่อให้สินค้าคงเหลือที่มีอยู่จริงตรงกับที่บันทึกบัญชีไว้และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจนับ
 

ทั้งนี้ การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือทั้ง 2 แบบข้างต้น ยังมีวิธีการคำนวณราคาทุนสินค้าคงเหลืออีก 4 วิธี ดังนี้


 
Periodic Inventory Method   Perpetual Inventory Method
วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification Method)  วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification Method)
วิธีเข้าก่อนออก-ออกก่อน (First in-First out Method) วิธีเข้าก่อนออก-ออกก่อน (First in-First out Method)
วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Method)  วิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Method)

     
 
    ส่วนวิธีการคำนวณ ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ชี้ไว้เป็นแนวทางสำหรับเจ้าของกิจการที่สนใจว่าท่านสามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นความรู้ในเรื่องการคำนวณราคาทุนสินค้าคงเหลือของแต่ละวิธีได้ หรือสามารถสอบถามในเบื้องต้นได้จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของท่าน


     โดยส่วนมากกิจการมักอาศัยความสะดวกเข้าว่า จึงมักเลือกที่จะใช้การบันทึกบัญชีแบบสิ้นงวด ในการบันทึกบัญชี เพราะประหยัดเวลา ลดความยุ่งยากในการตรวจนับบ่อยครั้งและทำการตรวจนับเมื่อสิ้นงวดแทน และหากพบว่ามีต้นทุนสินค้าคงเหลือที่เกินหรือขาดไปจากบัญชีก็จะทำการปรับปรุงทางบัญชีให้ตรงกับที่ตรวจนับได้


     แม้กระทั่งบางกิจการที่ใช้การบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่องเองก็ดี เมื่อถึงสิ้นงวด ก็ยังคงมีการตรวจนับ และพบว่าบัญชีสินค้าคงเหลือที่ได้บันทึกไว้ มีจำนวนที่เกินหรือขาดไปจากบัญชีเช่นกันและต้องทำการปรับปรุงอยู่ดี


     ไอ้เกินนี่ยังไม่ว่า แต่ถ้าขาดนี่สิ พี่กรม (สรรพากร) เขามักจะคิดไว้ก่อนว่า กิจการได้ขายออกไป ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขาย/เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมจากการขายสินค้าที่ขาดหาย ถ้ากิจการไม่มีเหตุผลอันสมควรพอที่จะชี้แจงได้ว่า ขาดไปจากบัญชีเพราะเหตุใด ดังนั้น สินค้าคงเหลือ “ขาด” จากบัญชีเมื่อไหร่...ตัวใครตัวมัน! 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ