มุมภาษีธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME กับรายจ่าย

 

                                                                                       
 
 
ผู้เขียน : ศิวะ แนวโนนทัน
              Businesslaw_tax@hotmail.com
 
        การประกอบธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า “รายจ่าย” เป็นสิ่งที่พึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ รายจ่ายย่อมมีมากหรืออาจจะมากเป็นเงาตามตัว ส่วนธุรกิจขนาดกลาง หรือ ขนาดเล็กรายจ่ายก็ลดสัดส่วนลงมาตามลำดับ 
 
โดยทั่วไป ถ้ารายได้มากกว่ารายจ่ายย่อมถือว่ามีกำไร แต่ถ้ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้อย่างมาก คำว่ากำไรคงหดหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่อยากที่จะประสบพบเจอ เพราะการประกอบธุรกิจย่อมต้องการ “กำไร” เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนกิจการนั้นๆ  ยิ่งรายได้เข้ามาเยอะย่อมถือว่ากิจการมีกำไรเยอะ แต่ผู้ประกอบการเคยทราบหรือเปล่าครับว่า  มีผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำนวนมาก(ขอย้ำว่า จำนวนมากนะครับ)ที่ได้กำไรมากแต่ต้องปวดหัวและต้องเอาเงินไปซื้อยาดมรวมทั้งยาทำใจมารักษาแบบขนานใหญ่(เพราะว่าทำใจไม่ค่อยจะได้!)  
 
อ่านมาถึงตรงนี้คงมีคนค้านผมบ้างว่า มีกำไรเยอะก็ต้องดีซิเพราะมีรายได้เข้ามามากในทางบัญชีแล้วจะไปปวดหัวทำไมกัน  แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องอิงนิยาย ไม่เชื่อลองถามฝ่ายบัญชีดูนะครับ  เนื่องจากว่าโดยทั่วไปบริษัทจะเสียภาษี 30 % จาก “กำไรสุทธิ” ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากที่ต้องเสีย จึงทำให้บางบริษัท ได้ใช้วิยายุทธ์ในด้านมืด จัดทำบัญชี 2 เล่ม(ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่อยากให้ทำเลย)เพื่อทำให้เสียภาษีน้อยลง 
 
ถ้าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ตรวจเจอคงต้องเจอเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม รวมทั้งโทษทางอาญาอย่างแน่นอน!! แต่อย่างพึ่งหมดกำลังใจไปครับ  เพราะสิ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการลดการเสียภาษีให้น้อยลงได้และถูกกฎหมายภาษีก็คือ รายจ่ายนั่นเอง เพราะเหตุที่ผู้ประกอบการมีแต่รายได้เข้ามาทางเดียวในทางบัญชีแต่ไม่มีรายจ่ายออกไปเลยหรือมีแต่น้อยก็ต้องเสียภาษีเยอะไปตามนั้น 
 
แต่ถ้าผู้ประกอบการสร้าง รายจ่ายให้สัมพันธ์(matching)กับรายได้ในทางบัญชี ผลที่ตามมาก็คือจะทำให้เสียภาษีลดลงจากเดิม ลองคิดดูซิครับว่าถ้าเราสร้างรายจ่ายตามที่กฎหมายภาษีอนุญาตให้หักเป็นรายจ่ายได้ในลักษณะที่พอดีกับรายได้ เราก็จะเสียภาษีในอัตราที่เหมาะสมและกรมสรรพกรก็ยอมรับได้พูดง่ายๆ คือ ฝ่ายรัฐก็ได้เงินภาษีจากเราเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ  ฝ่ายท่านก็เสียภาษีแบบสมน้ำสมเนื้อ แบบนี้เขาเรียกว่า win-win solution   
 
อย่างไรก็ดี รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายที่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน ไม่ใช่ว่าเป็นรายจ่ายที่ถูกต้องตามกฎหมายภาษีแต่ไม่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง  ตรงนี้เป็นเรื่องที่แผนกบัญชีของบริษัทต้องให้ความสนใจเรื่องบัญชีภาษีอากร  
 
ขอยกตัวอย่างซัก 2 เรื่องเช่น “การที่บริษัทพาลูกค้าไปเลี้ยงรับรอง ถ้าการจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าเลี้ยงรับรองนั้น ได้จ่ายไปตามความจำเป็นของบริษัท กล่าวคือ จ่ายไปตามธรรมเนียมหรือประเพณีทางธุรกิจเป็นการทั่วไป และบุคคลที่ถูกเลี้ยงนั้นต้องเป็นคนภายนอกไม่ใช่ลูกจ้าง ผู้บริหาร หรือ กรรมการบริษัท  พร้อมกับมีหลักฐานเกี่ยวกับการจ่าย ก็ถือว่าค่ารับรอบดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่ทางบริษัทนำไปหักเป็นรายจ่ายได้ ” 
 
  หรือ “ถ้าในการรับรองดังกล่าวมีการให้สิ่งของแก่ลูกค้าที่ถูกรับรอง ขอให้ระวังไว้ว่าไม่ว่าจะให้ของแพงขนาดไหนก็ตามกฎหมายให้ถือเป็นรายจ่ายได้แค่ 2,000  บาทเท่านั้นเอง!!ในแต่ละคราวที่มีการรับรอง”   ก่อนจะลากันแบบไม่ลาขาด ขอกล่าวทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะดึงนำพาผู้ประกอบการหนีภาษี โดยการตกแต่งทำบัญชีเท็จแต่อย่างใดแต่อยากให้ประหยัดภาษี ในสภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศเจอกับข้าว(เริ่มหา)ยาก+ หมากแพงเช่นเวลานี้ ก็เท่านั้นเอง 
 
 

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ