ภาษีที่ SMEs จำเป็นต้องจ่าย

 

 
]
เขียน ศิวะ แนวโนนทัน
 
 
การประกอบธุรกิจในรูปแบบ SMEs มีได้ทั้งบุคคลธรรมดาและในรูปแบบบริษัท เรื่องทางภาษีจึงมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือบริษัท ล้วนแต่เป็นหน่วยภาษีที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ บทความนี้จึงอยากนำเสนอภาระภาษีแบบบอกเล่าสู่กันฟังอย่างง่ายๆในเรื่องที่ผู้ประกอบการควรต้องรู้กันครับ 
 
บุคคลธรรมดา (คนธรรมดาทั่วไป/คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล) ที่ประกอบธุรกิจในรูป SMEs นั้น เงินได้ที่ได้รับจะเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ 40(8) จะต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับมาคำนวณเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่11) พ.ศ.2502 ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือจะขอหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร อีกทั้งสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆที่มี ได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 47 ได้อีกด้วย
 
เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว SMEs ที่มีเงินได้สุทธิต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า (อัตราภาษีร้อยละ0-37) และยังต้องเสียภาษีเงินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมินทั้งหมดที่ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยไม่คำนึงว่าในการประกอบกิจการในปีนั้นๆ จะมีกำไรหรือขาดทุนและตามมาตรา 48 (2) แห่งประมวลรัษฎากรและจัดทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด
 
ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัท (บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) โดยส่วนมากเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิ จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการ (ดูจากหนังสือก่อตั้งของบริษัทว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร) โดยการนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะบัญชีนั้นมารวมคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 30 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี  
 
ประเด็นทางภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากว่า บัญชีเป็นหัวใจการบันทึกรายรับ/รายได้และรายจ่าย การเสียภาษีต้องอาศัยบัญชีในการเสียภาษี แต่อย่างไรก็ตามการบัญชีทั่วไปไม่สามารถเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง ต้องมีการปรับปรุงตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา 65 ทวิและมาตรา65 ตรี เสียก่อนจึงจะยื่นแบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 
 
ซึ่งบัญชีที่ผ่านการปรับปรุงตามกฎหมายภาษีเรียกว่า บัญชีภาษีอากร เนื่องจากการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลคิดจาก รายได้-รายจ่าย=กำไรสุทธิ รายจ่ายที่นำมาหักออกจากรายได้ต้องเป็นรายจ่ายตามบัญชีภาษีอากร รายจ่ายทางบัญชีภาษีอากรที่เป็นปัญหาอยู่เนืองๆคือ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน, รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยการไม่มีการจ่ายจริง, ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถือว่าเป็นรายจ่ายของบริษัท, การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ต่อแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวนักบัญชีต้องศึกษาแนวทางจากข้อหารือของกรมสรรพกรตามแต่ละปีและเข้าอบรมสม่ำเสมอกับกรมสรรพกรเพื่อการทำบัญชีและเสียภาษีให้ถูกต้อง
 
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา/บริษัทนั้นถ้ารายรับถึง1,800,000 บาท ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้นๆ โดยต้องออกใบกำกับให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจะออกให้บุคคลอื่นไม่ได้ 
 
เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ที่ต้องพึงระมัดระวังคือข้อบกพร่องของใบกับกับภาษี เช่น ใบกำกับภาษีปลอม ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออก ใบกำกับภาษีที่มีรายการไม่ครบถ้วนในสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด  เพราะในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ใบกำกับภาษี (ใบกำกับภาษีขาย, ใบกำกับภาษีซื้อ, ใบเพิ่มหนี้, ใบลดหนี้) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ว่าการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคิดจากภาษีขาย-ภาษีซื้อ (เป็นภาษีที่ผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอื่นเรียกเก็บจากท่านในกรณีที่ท่านไปซื้อสินค้าหรือไปใช้บริการ) ถ้าเป็นภาษีซื้อต้องห้ามจะนำมาหักออกภาษีขายไม่ได้ทำให้ตัวผู้ประกอบการเองไม่สามารถผลักภาระภาษีตัวนี้ออกจากสินค้าหรือบริการของท่านได้
 
หรือกล่าวอีกอย่างคือ ภาษีซื้อจมอยู่ในสินค้าหรือบริการของท่านทำให้มีต้นทุนมากกว่าผู้ประกอบการอื่นสินค้าหรือบริการจึงแพงแข่งขันในทางการค้าลำบาก และแถมยังมีโทษทางกฎหมายภาษีในเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทำให้เสียเวลาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างไม่จำเป็น 
 
ทางแก้ปัญหา คือ ตรวจสอบคู่ค้าของผู้ประกอบการ ว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีหรือไม่  นอกจากนี้ต้องเช็คด้วยว่าใบกำกับภาษีที่ได้รับมามีข้อความครบถ้วนในส่วนสาระสำคัญตามที่กฎหมายภาษีกำหนดหรือไม่   
 
นอกจากนี้การทำการค้าการให้บริการมีการใช้ Internet ในการให้บริการที่เราเรียกว่า E-commerce การที่ลูกค้าของท่านสั่งซื้อหรือทำสัญญาผ่านจอคอมพิวเตอร์ย่อมมีผลต่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าของตนเองและออกใบกำกับภาษี รวมทั้งมีหน้าที่จัดทำบัญชี 
 
ดังนั้นผู้ทำบัญชีต้องมีความชัดเจนของ Tax point หรือจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายสินค้า (ทั่วไป,สินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อ, โดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขาย, สินค้าโดยส่งออก) การให้บริการ (ทั่วไป ตามสัญญากำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ เป็นต้น)
 
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อาจเกิดได้แก่การจ่ายเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดา และการจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหนังสือสัญญาต่างๆ อาทิ สัญญาเช่า สัญญาจ้างเหมา สัญญาบริการ สัญญาซื้อขาย  เป็นต้น 
 
ปัญหาที่มักพบคือเมื่อผู้จ่ายเงินยื่นแบบแสดงรายการ หัก ณ ที่จ่ายแล้ว มาพบภายหลังว่ากรอกรายการต่างๆในแบบที่ยื่นดังกล่าวไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จ่ายเงินและผู้ถูกหักภาษี ทางแก้ คือ ต้อง ขอแก้ไขรายการในแบบที่ได้ยื่นไว้แล้วนั้น  โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการปฏิบัติงานกรรมวิธีการยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 23 มีนาคม 2553
 
เรื่องที่ได้นำเสนอในบทความเป็นประเด็นทางภาษีที่พบได้ตลอดในการทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือธุรกิจขนาใหญ่ ฉะนั้นต้องมีการบริหารเรื่องภาษีควบคู่ไปด้วยตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่ารายได้ของรัฐบาลนั้นส่วนใหญ่มาจากภาษีของคนในชาติและภาษีประเภทต่างๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องยื่นแบบกลางปีและสิ้นปี ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องนำส่งทุกเดือน จะเห็นได้ว่าถ้าขาดภาษีรัฐจะลำบากในเมื่อภาษีมาจากเงินของเราๆก็ต้องรู้จักการบริหารภาษีเพื่อการเสียภาษีที่ถูกต้องและประหยัดสำหรับธุรกิจของผู้ประกอบการเอง
 

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ