รู้ภาษี ลดเสี่ยง เพิ่มกำไร

 

 เรื่อง : วิทยา องค์วิริยะพันธ์ 

          wittaya.ong@gmail.com 


     คำว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ยังคงเป็นอมตะใช้ได้กับในทุกเรื่อง ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน นอกจากจะรู้จักตัวเองและคู่แข่งแล้ว ยังต้องรู้กฎกติกาด้วย หนึ่งในนั้นก็คือภาษี โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ SME หลายรายไม่รู้หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ ด้วยเหตุผลว่าวุ่นวาย ต้องเจอภาษากฎหมายที่อ่านแล้วเข้าใจยาก จึงปล่อยให้นักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีดำเนินการแทน แต่บางครั้งนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก็หลงลืมหรือผิดพลาดได้ สุดท้ายความเสียหายก็กลับมาตกที่ผู้ประกอบการเอง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาทำความเข้าใจภาษีกันดีกว่า
 
     ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับภาษีสำหรับธุรกิจร่วมกับนักบัญชีและผู้สอบบัญชี จึงได้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทางการเงิน จึงได้นำมาเสนอแทรกจากบทความชุดทำประมาณการทางการเงินอีกครั้งหนึ่ง
 
     เรื่องราวเกี่ยวกับภาษีที่ส่วนใหญ่แล้วชาว SME จะต้องเจอ คงหนีไม่พ้น 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วแต่ว่าจะดำเนินธุรกิจในแบบใด ต่อมาก็เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ผู้เขียนไม่ได้จะมากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จำเป็น ต้องศึกษาให้รู้อย่างถูกต้อง เพราะถ้ากระทำผิดแล้วโทษปรับต่างๆ จะไม่คุ้มกัน
 
     ประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงก็คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลออกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจมาตลอดต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SME ก็มีกฎเกณฑ์ที่ออกมาช่วยเหลือให้เสียภาษีน้อยลง ซึ่งก็มีอยู่หลายอย่าง อีกทั้งในปีที่ผ่านมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ รัฐบาลก็ออกกฎเกณฑ์ช่วยเหลือเฉพาะกิจออกมาอีกด้วย บทความนี้ไม่ได้จะมาบอกว่าสิทธิประโยชน์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง แต่จะเป็นการให้แนวคิดว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มกำไรหรือผลตอบแทนให้กับผู้ประกอบการได้อย่างไร ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นจุดที่จะทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับภาษีกันมากขึ้น
 
     สิทธิประโยชน์ทางภาษี อธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือการที่รัฐบาลยอมให้เราเสียภาษีน้อยลงได้นั่นเอง เพื่อจูงใจให้เราดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี และสำหรับ SME แล้วก็ยังช่วยให้สามารถแข่งขันได้และอยู่รอดเติบโตเป็นกิจการขนาดใหญ่แข็งแกร่งได้

    โดยกำหนดให้รายได้บางอย่างไม่ต้องเอามารวมในการคำนวณภาษี และรายจ่ายบางอย่างก็ยอมให้คิดเพิ่มขึ้นจากที่จ่ายไปจริงได้ ซึ่งแน่นอนว่าการที่เราจ่ายเงินเป็นค่าภาษียิ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับเราทำให้ทั้งเงินสดที่มีและรายงานกำไรทางบัญชีออกมาเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นนั่นเอง
 
     นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลก็ยังใจดีลดอัตราภาษีเงินได้ให้อีกด้วย ด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาเหลือร้อยละ 23 สำหรับปี 2555 และร้อยละ 20 สำหรับปี 2556 ถึง 2557 ซึ่งก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง รัฐบาลก็จะยังใจดีให้คงไว้ที่ร้อยละ 20 ต่อไป

    แล้วก็สำหรับชาว SME ยังได้รับสิทธิลดอัตราภาษีด้วยการแบ่งระดับตามจำนวนกำไรที่ได้ โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ ต้องรักษาการเป็น SME เอาไว้ด้วยการมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท และทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท หากเกินเพียงครั้งเดียวในปีใดก็ตาม ถือว่าหมดสิทธิ์ถาวรตลอดไปเลย โดยในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารัฐบาลก็ใจดีลดให้เช่นกัน แต่ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ นะครับ
 
     ในย่อหน้านี้ก็จะขอยกตัวอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพว่า หากกิจการของเราสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้จะทำให้เสียภาษีน้อยลง และเพิ่มผลกำไรได้อย่างไร
 
 
                                    กรณีไม่ใช้สิทธิประโยชน์               กรณีใช้สิทธิประโยชน์
 
รายได้                          1,000,000                                      1,000,000
 
ค่าใช้จ่ายที่ 1                100,000                                         100,000
 
ค่าใช้จ่ายที่ 2                100,000                                         200,000
 
กำไรก่อนภาษี                800,000                                        700,000
 
ภาษี (ร้อยละ 20)            160,000                                        140,000

กำไรหลังหักภาษี            640,000                                        660,000
 
     เราสมมุติให้ว่ามีรายได้จากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว และมีค่าใช้จ่ายสองประเภท โดยให้ประเภทที่สองเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่ โดยแบ่งเป็นกรณีที่ไม่ใช้สิทธิประโยชน์และใช้สิทธิประโยชน์ ตามลำดับ

    นอกจากนี้ก็กำหนดให้ไม่ต้องมีดอกเบี้ยจ่ายด้วย ก็จะเห็นว่า รายการค่าใช้จ่ายที่สองนี้ในกรณีไม่ใช้สิทธิประโยชน์ ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ 100,000 บาทตามค่าใช้จ่ายจริง แต่ถ้าใช้สิทธิประโยชน์ โดยสมมุติว่าสามารถหักเพิ่มได้อีกเท่าตัว ก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลง เท่ากับอัตราภาษีคูณด้วยค่าใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากการได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งจากตัวอย่างก็จะเห็นว่า ภาษีลดน้อยลงไป 20,000 บาท มาจากค่าใช้จ่ายที่ได้เพิ่มขึ้นมา 100,000 บาทคูณด้วยอัตราภาษีร้อยละ 20 นั่นเอง
 
      และในบรรทัดสุดท้ายของตัวอย่าง จะเห็นว่ากำไรหลังจากหักภาษีแล้วเพิ่มขึ้น โดยในกรณีที่ไม่ใช้สิทธิประโยชน์นั้นก็คือกรณีปกติซึ่งรายได้และค่าใช้จ่ายบันทึกตามจริง กำไรหลังหักภาษีเท่ากับ 800,000-160,000 = 640,000 บาท ส่วนกรณีที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก็ทำให้กำไรหลังหักภาษีจริงๆ แล้วก็คือ 800,000-140,000 = 660,000 บาท
 
     กฎหมายเกี่ยวกับภาษีแม้ว่าจะมีมากมายทำให้ท้อใจในการศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่ผลตอบ แทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เพราะผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นจากการเสียภาษีน้อยลง และยังลดความเสี่ยงจากความผิด พลาดที่ผิดไปแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องโดนโทษปรับเกิดความเสียหายขึ้น

    ปัจจุบันก็มีหลายหน่วยงานที่จัดอบรม รวมทั้งกรมสรรพากรเองก็มีบริการให้สอบถามได้ด้วย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความรู้ที่ครบถ้วนเพียงพอ และภาษีก็เป็นหนึ่งในความรู้ที่สำคัญมากและมีผลต่อความสำเร็จด้วยเช่นกัน
 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่