ทำไมระบบ e-payment จึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศไฮเทคอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น

Text : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์
 
 Cr.techinasia.com
 
เป็นยุคที่หลายรัฐบาลทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาต่างพยายามผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น cashless society หรือสังคมไร้เงินสดโดยการสนับสนุนให้พัฒนาระบบที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องพกพาเงินสดแม้แต่น้อย โดยผ่านระบบ e-payment หรือการชำระเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เหตุผลก็เพื่อรัฐบาลจะได้ลดการพิมพ์ธนบัตรหรือผลิตเงินเหรียญออกมาซึ่งเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูง ขณะเดียวกัน ก็สร้างความสะดวกสบายและปลอดภัยให้กับผู้บริโภคที่ไม่ต้องพกพาเงินสด

อย่างในบ้านเรา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National e-payment master plan หรือแผนแม่บทในการพัฒนาโครงสร้างระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ รัฐบาลได้พยายามผลักดันทุกทาง อาทิ การผุด PromptPay บริการรับ – โอนเงินระหว่างกันแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร ใช้เพียงแค่หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือ เลขประจำตัวประชาชนไปแล้ว หรือล่าสุดสถาบันการเงินทุกสถาบันร่วมกับผู้ให้บริการบัตรเครดิตทุกเจ้าในไทยเพิ่งแถลงข่าว ‘ความร่วมมือการใช้มาตรฐานคิวอาร์โค้ดเพื่อการชำระเงิน’ โดยรูปแบบการชำระเงินผ่านระบบ QR Code นี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ คือเปิดแอปการเงินที่ใช้บริการอยู่ แล้วใส่รหัสผ่านที่กำหนด จากนั้น สแกน QR Code ที่ต้องการชำระเงิน กรอกราคาสินค้าให้ตรง และ ยืนยันชำระเงิน

ระบบ cashless payment กำลังขยายตัวในเอเชียโดยที่ผู้บริโภคได้รับแรงจูงใจจากบริการต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นชำระเงินบนสมาร์ทโฟน หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไปดูกันที่จีนแผ่นดินใหญ่ จากสังคมที่ใช้เงินสดเป็นหลักมานานและล้าหลังกว่าหลายประเทศในเรื่องการใช้บัตรเครดิต ปัจจุบันระบบการชำระค่าสินค้าแบบไร้เงินสดเป็นที่นิยมอย่างมาก ผลสำรวจพบว่า 70% ของชาวจีนก้าวเท้าออกจากบ้านโดยไม่พกเงินสด และปี 2016 ที่ผ่านมา ผู้ใช้ระบบ e-payment มีจำนวน 469 ล้านคน คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด โดยเพิ่มจากปีก่อนหน้า 30% โดยยอดชำระเงินผ่าน mobile payment มีมูลค่าก 38.6 ล้านล้านหยวนหรือเพิ่มขึ้นกว่า 200% เลยทีเดียว เหตุที่กระแส e-payment แพร่หลายในจีนเนื่องจากรัฐบาลคลายกฎเหล็กและสนับสนุนบริษัทในประเทศ จึงทำให้เกิดบริการ e-wallet จากค่ายต่าง ๆ แต่ที่ได้รับความนิยมสุดก็ AliPay และ WeChat

 มาที่เกาหลีใต้ ขึ้นชื่อในฐานะประเทศที่อัตราการใช้เงินสดต่ำสุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยปัจจุบัน การใช้เงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการอยู่ที่สัดส่วน 20% เท่านั้น เกาหลีใต้ตั้งเป้าภายในปี 2020 จะก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ จะเห็นว่าในขณะที่หลายประเทศไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาต่างมุ่งไปทิศทางเดียวกันในการเป็นสังคมไร้เงินสด แต่มีอยู่ 2 ประเทศที่พัฒนาแล้ว และถือเป็นชาติรุ่มรวยด้านนวัตกรรมกลับยังล้าหลังในเรื่องนี้ สองประเทศที่ว่าคือสิงคโปร์และญี่ปุ่น

 ที่สิงคโปร์ ทางเลือกด้าน mobile payment ไม่ใช่ไม่มี แถมยังมีเยอะมาก แต่ 60% ของการชำระเงินยังผ่านเงินสด รองลงมา 14% คือผ่านบัตรเครดิต ผลสำรวจความเห็นจาก Paypal ว่าคนสิงคโปร์ชอบชำระเงินแบบไหน พบว่า 90% เลือกใช้เงินสด 74% เลือกอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง และ 61% เลือกบัตรเครดิต ถ้าเปรียบเทียบกับจีน ในจีน 40% ของประชากรได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการชำค่าสินค้าแบบไร้เงินสดแล้ว ขณะที่สิงคโปร์มีเพียง 4% เท่านั้นที่ยอมเปลี่ยน

สิ่งที่เกิดขึ้นช่างค้านกับนโยบายของรัฐที่เน้นการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดว่าเป็นเสาหลักสำคัญของโครงการ “Smart Nation” ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง ต้องออกมากระตุ้นหลังจากที่มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกะจากจีน แล้วอาคันตุกะท่านนั้นแสดงความเห็นว่าสิงคโปร์ล้าหลังกว่าจีนในเรื่องนี้ ทั้งนี้ เหตุผลที่คนสิงคโปร์ไม่ชอบใช้ระบบ e-payment อาจเป็นเพราะข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สะดวก เช่น ต้องดาวน์โหลดหลายแอพฯ หรือพกบัตรหลายใบเพื่อใช้กับจุดประสงค์ที่ต่างกัน หรือบางทีก็มีข้อกำหนดขั้นต่ำว่าต้องซื้อสินค้า 10-20 เหรียญขึ้นไปจึงชำระด้วยระบบได้ ขณะที่การกดเงินจากตู้ ATM ทำได้ง่ายและเร็วกว่าจึงทำให้การใช้เงินสดเป็นที่นิยมมากกว่า

ส่วนที่ญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วล้ำหน้ากว่าทุกประเทศในเอเชียเพราะมีการนำระบบ mobile payment มาใช้ตั้งแต่ปี 2004 หรือ 10 กว่าปีที่แล้ว จนถึงทุกวันนี้ ระบบดังกล่าวก็ยังใช้งานอยู่แต่อาจจะไม่แพร่หลายเพราะประชาชนนิยมใช้ stored-value card บัตรที่ผู้ถือบัตรจ่ายเงินล่วงหน้าแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ บัตรเติมเงินมากกว่า ซึ่งบัตรเหล่านี้ใช้ทั้งซื้อของตามร้านสะดวกซื้อและชำระค่าแท็กซี่และค่ารถไฟได้ด้วย เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไม่นิยมระบบ cashless payment เนื่องจากควบคุมการใช้จ่ายยาก สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำมายาวนานนับทศวรรษได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องการใช้จ่ายเกินตัว และการก่อหนี้ เมื่อบวกกับความไม่มั่นใจในระบบความปลอดภัยข้อมูล ชาวญี่ปุ่นจึงสะดวกใจที่จะพกเงินสด และไม่กลัวว่าจะถูกปล้นจี้เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำ

เป็นที่คาดว่าระบบการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นช่องทางการชำระเงินหลักในอนาคต ขนาดในจีน เคยมีคลิปขอทานพกเครื่องสแกน QR Code ตระเวนขอเงินผู้ใจบุญ ใครต้องการบริจาคก็แค่สแกน QR Code แล้วแยกย้าย คือง่ายและสะดวกขนาดนั้น แม้สิงคโปร์และญี่ปุ่นจะยังใช้ระบบเงินสดเป็นหลักในการชำระค่าสินค้าและบริการ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะหากไม่ปรับตัวก็ยากที่จะตามเพื่อนบ้านได้ทัน  
 
ที่มา
www.straitstimes.com/asia/growing-demand-for-mobile-payment-services-across-asia
www.techinasia.com/singapore-paypal-research
www.todayonline.com/singapore/e-payment-platforms-here-need-be-integrated-pm-lee

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่