​ไร้บัญชี = ไร้สินเชื่อ! SME ปรับตัวด่วน!





               

     จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ SME Development Bank ในหัวข้อ ‘การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทย’ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้กล่าวถึงผลการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 รายพบว่าในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ SME ไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่นิติบุคคลมีความต้องการที่จะเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีโอกาสเข้าถึงได้น้อย เนื่องจากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน และยังขาดการทำบัญชีมาตรฐาน จึงทำให้ไม่สามารถยื่นเรื่องขอกู้กับแบงก์ได้ ยิ่งในเดือนมกราคม 2562 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่จะถึงนี้ที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีผลบังคับใช้มาตรฐานบัญชีเดียว จึงจะสามารถติดต่อขอสินเชื่อได้ ยิ่งส่งผลให้ SME รายเล็กๆ เหล่านี้ขาดโอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเข้าไปช่วยสนับสนุนกิจการ  ฉะนั้นแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า การมีบัญชีที่ถูกต้องตามระบบจะช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างๆ ได้สะดวก และมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายมากยิ่งขึ้นไปด้วย
 

     โดยในข้อนี้ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ SME ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ไว้ว่า


     “การที่ SME จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากหรือน้อยนั้นมีปัจจัยสำคัญ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การเข้าถึงสินเชื่อของ SME ทั่วไปพบว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ คือ 1.ขาดหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน 2.ประวัติการเงินไม่ดี ไม่มีงบบัญชีที่ชัดเจน ไม่มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอที่แบงก์จะมั่นใจได้ ส่วนเรื่องที่สอง คือ  ทัศนคติความเชื่อของผู้ประกอบการ SME เองที่คิดว่ายื่นกู้ไปยังไงก็คงไม่ได้ ก็เลยไม่เข้ามาขอ นี่คือ ปัญหาปัจจุบัน


      แต่ปัญหาใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป คือ เป็นเรื่องของมาตรฐานบัญชีเดียวที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยผ่านการรองรับจากผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งถ้าไม่มีจะทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก คือ ได้วงเงินไม่เต็มหรืออาจจะไม่ได้เลย ดังนั้น SME จะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ เพราะไม่เช่นนั้น SME เองอาจต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการวิ่งไปหาสินเชื่อนอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่แพง ย่อมไม่ส่งผลดีแน่ๆ ยิ่งในปี 2563 ที่จะมีมาตรการ IFRS 9 เข้ามา ซึ่งมีผลบังคับใช้กับสถาบันการเงินว่า หากปล่อยสินเชื่อออกไปแล้วจะต้องมีการตั้งสำรองเงินทุนไว้ให้กับสินเชื่อที่ปล่อยออกไปด้วย จะยิ่งทำให้ SME มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแบงก์คงไม่เลือกปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่ไม่มีหลักประกันใดๆ เพราะจะเป็นการทำให้แบงก์ต้องเสียเงินเกือบสองเท่า โดยอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่น่าเชื่อถือ”



   
      โดยดร.ธนวรรธน์ได้กล่าวว่าจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 รายที่ได้ทำการสำรวจ แบ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา 45.66 % นิติบุคคล 14.53 % อื่นๆ 20.31 % และธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน 19.49 % พบว่าในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ มีความต้องการขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เหตุผลในการกู้ขอสินเชื่อ อันดับแรกได้แก่ เสริมสภาพคล่องธุรกิจ รองมา คือ ขยายกิจการ และชำระหนี้เก่า โดยหากแยกขนาดแล้ว ขนาดกลางมีความต้องการในการกู้เพื่อขยายกิจการมาเป็นอันดับหนึ่ง ในขณะที่ขนาดเล็กต้องการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องมากกว่า โดยหากต้องการสินเชื่อ มักนิยมไปยื่นกู้กับธนาคารพาณิชย์มากกว่าธนาคารของรัฐ แต่หากเกิดความยุ่งยาก ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ ก็จะไปพึ่งการกู้นอกระบบ
               

     โดยพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวนั้น มีบุคคลที่ไม่เคยยื่นกู้กว่า 75.39 % เนื่องจากส่วนใหญ่คิดว่ายังไงก็คงไม่ได้อยู่แล้ว มีเพียง 24.61 % เท่านั้นที่เคยขอยื่นกู้กับแบงก์ ซึ่งพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้สถาบันการเงินในระบบไม่อนุมัติสินเชื่อให้นั้นเกิดจากการขาดหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ประวัติการชำระเงินไม่ดี และไม่มีการทำบัญชีที่เป็นระบบถูกต้อง อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่สามารถเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐในการปล่อยสินเชื่อได้ เป็นเพราะ1.ไม่รู้เงื่อนไข 2.คิดว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่น่าจะผ่าน 3.ไม่มีความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชี 4.ไม่มีหลักทรัพย์- ไม่มีคนค้ำประกัน 5.ไม่ทราบว่าจะติดต่อที่ใด 6.ไม่มีความรู้ในการทำบัญชี
               

     ส่วนมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ SME ต้องการได้รับ คือ 1.ลดขั้นตอนการทำเอกสารที่มีจำนวนค่อนข้างมาก 2.อนุมัติให้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น 3.ลดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ 4.มีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย 5.ลดอัตราดอกเบี้ยในการกู้
               

     ในส่วนของการทำบัญชีเดียว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหลักอย่างหนึ่งที่จะทำให้ SME สามารถยื่นกู้สินเชื่อได้นั้น และกำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562 ที่จะถึงนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า SME ขนาดเล็กไม่มีการทำบัญชีเลย 10.95 % ในขณะที่ SME ที่ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ได้ทำบัญชีถึง 12.10 % สาเหตุเนื่องจาก 1.ลืม 2.ไม่มีเวลาทำบัญชี 3.มองว่าไม่ได้เอาไปใช้อะไร 4.เสียเวลาจัดทำ 5.ไม่รู้ว่าต้องทำบัญชีอย่างไร 6.เอกสารไม่ครบถ้วน โดยมาตรการและความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ SME ต้องการ คือ 1.การให้ความรู้/สอนทำบัญชีเดียว 2.ลดขั้นตอนการทำบัญชีให้สะดวกมากขึ้น 3.บริการจัดทำบัญชีเดียวให้โดยไม่ต้องจ้างเอกชน
               

     “สิ่งแรกผมว่า SME ควรจะต้องเข้าใจว่าบัญชีเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แม้บัญชีจะเป็นต้นทุน หรือความยุ่งยากมากขึ้นสำหรับธุรกิจเล็กๆ แต่ว่ามันจะทำให้เรารู้สภาพตัวเองเหมือนกับการไปตรวจร่างกายประจำ ซึ่งการตรวจร่างกายมี 2 ระบบ ก็คือ การตรวจร่างกายเองว่าตัวเองเป็นหวัดหรือเป็นไข้ตรงไหน ซึ่งการตรวจร่างกายใช้ความรู้สึกไม่ได้ บางทีเราอาจจะต้องมีเครื่องวัดหัวใจ ความดัน แต่ก็ตีความแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง อีกอันหนึ่งการที่เรามีมาตฐานการบัญชี ก็เปรียบเสมือนว่าคนอื่นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น แบงก์ต่างๆ เขาเห็นอุณหภูมิในร่างกายของเรา และเขาก็เหมือนหมอที่จะแนะนำให้เราปรับตัว ดังนั้นการบันทึกบัญชีก็เหมือนกับเป็นการตรวจวัดสุขภาพประจำปี ประจำเดือน ทำให้รู้ว่าเราแข็งแรงไหม มีจุดที่ต้องแก้ไขตรงไหน ดังนั้นถ้าคนที่จะทำธุรกิจและคาดหวังความก้าวหน้าและอยากส่งมอบธุรกิจให้กับลูกหลานควรจะทำบัญชี เพื่อตรวจสอบความเป็นไปในการทำธุรกิจตัวเอง และเพื่อสร้างความเข้มแข็งในอนาคต คือ สามารถเข้าไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ และทำให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน”ดร.ธนวรรธน์กล่าว




     ด้านมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า


     “ตามที่รัฐบาลจะประกาศบังคับใช้มาตรการบัญชีเดียวสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการยื่นขอสินเชื่อในต้นปีหน้า จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและธพว.ที่ทำร่วมกันแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ามี SME เกือบครึ่งหนึ่งที่ยังไม่พร้อม จากความคิดเห็นผมมองว่าในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เหลือนี้ SME ไม่น่าจะเตรียมตัวได้ทัน ผมมองว่าในส่วนทั้งของภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินเอง อาจมีความจำเป็นต้องผ่อนปรนในเรื่องนี้ โดยใช้หลักเกณฑ์เดิมไปก่อนสำหรับกลุ่มรายเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนให้มีโอกาสได้เข้าถึงเงินทุน เพื่อสำรองทั้งการขยายกิจการและใช้หมุนเวียนในธุรกิจ และขอให้เขาแสดงเจตจำนงในการที่จะทำบัญชีที่มีมาตรฐาน และใช้ระยะเวลา 1 ปีต่อจากนั้นเพื่อทำบัญชีให้เป็นมาตรฐาน วิธีการนี้จะทำให้รอะบบไม่ช็อค และ SME จะได้สินเชื่ออย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้อาจต้องมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อช่วยส่งเสริมในการจัดทำบัญชีให้กับ SME ตั้งแต่ฝึกสอน ทำเวิร์กช้อป ไปจนถึงจัดทำบัญชีของธุรกิจขึ้นมาได้โดยไม่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายที่ไม่มากเกินไป โดยต้องหารือร่วมกันต่อไป ซึ่งจากผลวิจัยร่วมกันครั้งนี้เราพบว่ากว่าร้อยละ 63.09 ผู้ประกอบการ SME มีความประสงค์และยินดีพร้อมที่จะจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องเป็นระบบ หากการทำดังกล่าวมีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วขึ้น”


     ในส่วนของ ธพว.ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินช่วยเหลือ SME เราก็มีการปรับเปลี่ยนวีการทำงาน เพื่อให้ผุ้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยหันมาทำงานเชิงรุกมากขึ้น มีการคิดค้นเครื่องมือขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ SME ได้มากขึ้น แพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า SME D Bank แอปพลิเคชันบริการครบวงจรเพื่อ SME ไทย ที่ผู้ประกอบการสามารถโหลดแอปและทำการยื่นขอสินเชื่อได้ตลอดเวลา จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาภายใน 3 วัน จากนั้นจะทำงานควบคู่กับหน่วยบริการเคลื่อนที่ ‘รถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEs ไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น’ เพื่อเข้าไปตรวจเช็คสภาพธุรกิจจริงของธุรกิจ ทำให้สามารถพิจาราณาสินเชื่อได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และรู้ผลได้ใน 7 วัน”กรรมการผู้จัดการธพว.กล่าว


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ