​2 ตัวช่วยการเงิน หนุน SME ส่งออกโต!





               

     ในการส่งสินค้าไปขายยังตลาดต่างประเทศ นับเป็นช่องทางหนึ่งในการเติบโตก้าวขึ้นไปอีกขั้นของธุรกิจ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่ต้องรอพึ่งพิงแค่ตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงจากความผันแปรของตลาดโลก อีกทั้งส่วนใหญ่ยอดการสั่งซื้อที่เข้ามามักเป็นออเดอร์ขนาดใหญ่ การที่ผู้ประกอบการ SME ลงทุนผลิตสินค้าล่วงหน้าและให้เครดิตในการผ่อนชำระเงินกับลูกค้าไปด้วย อาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อนำมาบริหารจัดการธุรกิจได้ ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จึงได้มีนโยบายออกสินเชื่อตัวใหม่ล่าสุด ‘สินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจ EXIM IBD GLOBAL’ พร้อมกรมธรรม์ประกันส่งออก เพื่อช่วยเหลือ SME ให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนมาใช้ได้ โดยไม่ต้องรอเครดิตจากลูกค้า จึงนับเป็นอีกทางช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ให้สามารถทำการแข่งขันในการค้าระหว่างประเทศได้ และเติบโตมากขึ้นในตลาดโลก
               
               
     พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่าจากมูลค่าการส่งออกของไทยปี 2561 เมื่อครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ รวมถึงมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดย 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน
               

     อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดโลกที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อาทิ สงครามการค้าระหว่างประเทศ ความผันผวนของตลาดการเงิน ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงภัยธรรมชาติ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้รับผลกระทบและผิดนัดการชำระค่าสินค้าได้ จึงทำให้ผู้ส่งออกไทยบางส่วนอาจเกิดความกังวล และไม่กล้าที่จะทำการค้าระหว่างประเทศ
               




     ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK จึงได้พัฒนาผลิตใหม่ ‘สินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจ EXIM IBD GLOBAL’ เป็นสินเชื่อหมุนเวียนหลังการส่งออก เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก SME จะได้นำเงินทุนมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องรอเครดิตจากลูกค้าในชำระเงินเข้ามา
               

     วิธีการ คือ หลังจากที่ได้รับออเดอร์สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำใบสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวมาขอสินเชื่อกับทางแบงก์ โดยมีข้อแม้ว่าก่อนทำการยื่นเรื่องขอสินเชื่อออเดอร์ดังกล่าวจะต้องมีการทำกรมธรรม์ประกันการส่งออกก่อน เพื่อให้เป็นหลักประกันกับทางแบงก์ เนื่องจากการขอสินเชื่อดังกล่าวแบงก์ไม่ได้มีการร้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกันใดๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเบื้องต้นทางแบงก์ต้องมีการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ซื้อในต่างประเทศที่เป็นคู่ค้าของผู้ประกอบการไทยก่อนว่ามีเครดิตน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จึงจะสามารถอนุมัติค้ำประกันและออกกรมธรรม์คุ้มครองให้ได้
               

     โดยหากสนใจ SME สามารถยื่นกู้ได้วงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย อัตราการรับซื้อ คือ Prime Rate - 2.0 % ต่อปีตลอดโครงการ ยกตัวอย่างเช่นปัจจุบัน Prime Rate ณ วันที่ 15 ต.ค.61 คือ 6.25 % ต่อปี เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการต้องเสีย คือ 4.25 % ต่อปี โดยผู้ประกอบการ SME ที่สนใจขอสินเชื่อดังกล่าวต้องเป็นผู้ส่งออกที่มีมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี
               

     ทาง EXIM BANK ได้ตั้งงบประมาณสำหรับโครงการสินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจไว้เงินทุน 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยคาดการว่าจะมี SME เข้ามาใช้บริการประมาณ 50-100 ราย วงเงินที่ต้องการกู้ประมาณรายละ  10-20 ล้านบาท


     ในส่วนรายละเอียดของบริการประกันการส่งออกสำหรับสินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจนั้น หากได้รับการอนุมัติกรมธรรม์เรียบร้อยแล้ว จะสามารถคุ้มครองได้สูงสุดถึง 90 % ของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง โดยให้ความคุ้มครองครอบคลุมกว่า 137 ประเทศทั่วโลก อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 0.35 % และสูงสุด 0.85 % ของมูลค่าที่เอาเงินประกัน ยกตัวอย่างสมมติว่าประกันไว้ที่ 1 ล้านบาท ก็จ่ายเพียง 3,500 บาท แต่หากเกิดความเสียหายขึ้นมาก็จะได้รับค่าชดเชยสูงถึง 9 แสนบาทเลยทีเดียว โดยตั๋วส่งออกดังกล่าวที่นำมาประกันต้องมีเงื่อนไขการชำระเงินไม่เกิน 120 วันนับจากวันส่งออก นอกจากนี้ยังพิเศษค่าวิเคราะห์ข้อมูลผู้ซื้อจากต่างประเทศฟรี 2 รายต่อกรมธรรม์ด้วย ซึ่งปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท





     ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าประกันการส่งออกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ SME ส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ซึ่งประกันการส่งออกนี้เสมือนเป็นตัวประกันความเสี่ยงช่วยให้ SME เกิดความมั่นใจว่าหากผลิตสินค้าไปแล้วจะได้รับเงินตามที่ต้องการ
               

     “การประกันการส่งออก เป็นเรื่องที่บริษัทขนาดใหญ่ถึงกลางให้ความสำคัญและนิยมทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว เวลาส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ แต่สำหรับ SME ยังไม่ค่อยรู้จักและให้ความสำคัญเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นการสิ้นเปลือง กลัวเสียค่าเบี้ยประกันฟรี ทำธุรกิจด้วยกันมานาน รู้จักกันอยู่แล้ว ยังไงก็คงไม่โกงหรอก แต่เขาไม่คิดเผื่อว่าความจริงแล้วคู่ค้าจากต่างประเทศเขาอาจไม่ได้ตั้งใจเบี้ยวหรือผิดนัดที่จะชำระเงินหรอก เพียงแต่บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ทำให้การเงินเขาสะดุดขึ้นมาได้ เช่น ปัจจัยทางการเมือง สงครามการค้าโลก แต่หาก SME มีกรมธรรม์ประกันการส่งออกตรงนี้ไว้ ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจของเขาได้มาก โดยไม่ต้องสูญเงินไปเปล่าๆ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การทำประกันการส่งออกยังช่วยตรวจเช็คเครดิตสถานะทางการเงินของผู้ซื้อในต่างประเทศด้วยว่า เขามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น”



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่