คุณคือคนกลุ่มไหนในเรื่อง “ภาษี”




เรื่อง : อชิระ ประดับกุล
         misterachira@hotmail.com


    ผมมีโอกาสได้สอนและอบรมให้กับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งต่างก็มารับการอบรมเพียงเพื่อที่จะให้สอบผ่านในวิชานั้นๆ ในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาทางด้านบัญชี การเงินหรือภาษีอากร เมื่อสอบผ่านแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีการนำไปพัฒนาหรือต่อยอดความรู้แต่อย่างใด สุดท้ายก็ลืมไปในที่สุด

    ถาม ว่าผิดไหม? ที่นักศึกษาจะคิดแบบนั้น คือ เรียน...สอบ...ได้รับเกรด...และเก็บวิชานั้นเข้ากรุ!

    ตอบ ไม่ผิดครับเพราะเราๆ ท่านๆ ที่เคยเป็นนักศึกษามาก่อนก็จะทำคล้ายๆ กัน มีเพียงจำนวนน้อยนิดที่อาจนำวิชาที่เห็นว่ามีประโยชน์นั้นไปต่อยอดด้วยการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองเพิ่มเติม

    ในฐานะที่นักศึกษาเหล่านี้กำลังจะจบในคณะบริหารธุรกิจ ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งของนักศึกษากลุ่มนี้จะต้องเข้าสู่วงจรของธุรกิจเป็นแน่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม อาทิ พนักงานประจำของธุรกิจเอกชน เจ้าของธุรกิจเล็กๆ หรือสืบทอดธุรกิจของครอบครัว
 

    ในแง่ของเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่ทำเพียงคนเดียวหรือทำกับครอบครัวหรือพนักงานบริษัทที่ผันตัวเองสู่เจ้าของธุรกิจก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการเข้าใจระบบบัญชีพื้นฐานที่ควรมี ซึ่งผมได้ย้ำมาตลอดว่าค่อนข้างมีความสำคัญอย่างมาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกๆ คนที่ต้องทำเมื่อมีรายได้จากการประกอบอาชีพของตนเองนั่นก็คือการเสีย “ภาษี”

    ผมจึงได้ย้ำกับนักศึกษาที่มาให้ผมช่วยสอนวิชาความรู้เกี่ยวกับภาษีอากรเสมอว่า “วิชาที่คุณจะนำไปใช้ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรก็ตามก็คือ วิชาภาษีอากร ที่ผมกำลังสอนคุณอยู่” 

    ยกตัวอย่างเช่น หากนักศึกษาจบใหม่สักคน ไปทำงานประจำจะฝ่ายใดก็ตามทีได้รับเงินเดือน ทุกๆ เดือน แน่นอนที่สุดว่า สิ้นเดือนแรกเงินได้สุทธิที่ได้รับคงจะไม่เท่ากับฐานเงินเดือนที่ได้ตกลงกับบริษัทไว้เป็นแน่ อันเนื่องมาจากการหักสวัสดิการและเงินต่างๆ รวมทั้ง “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ในแต่ละเดือน

    เห็นไหมครับ เริ่มงานเดือนแรก ก็โดนหักภาษีซะแล้ว!! จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเด็กจบใหม่ไม่รู้เรื่อง หรือลืมไปแล้วว่าตอนเรียน “ภาษีอากร” ในมหาวิทยาลัยนั้น เขาคิดภาษีกันยังไงนะ แล้วทำไมสิ้นเดือนโดนหักเท่านี้...เด็กจบใหม่ วัยทำงานหมาดๆ เขาคิดยังไงลองมาดู?
 

คิดแบบคนกลุ่มที่ 1 “ไม่คิดหรอก คิดทำไม ปวดหัว ทำงานก็ต้องโดนหักภาษีเป็นธรรมดาสิ”

    ถ้าคิดได้แบบนี้ก็แล้วไปครับ เป็นคนประเภท ไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่คัดค้าน และไม่สนใจ...ถ้าถามผม ผมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “คนขี้เกียจ” ครับ

คิดแบบคนกลุ่มที่ 2 “เอ๊ะ? ทำไมโดนหักเท่านี้...เออ เธอโดนหักเท่าไหร่ พอๆ กันไหม อ้อพอๆ กันใช่ไหม? อ้อ แล้วไป”

    กลุ่มนี้ยังมีความสนใจอยู่เล็กน้อยในเรื่องของจำนวนตัวเลขที่โดนหักภาษี แต่อาศัยเทียบเคียงกับบุคคลรอบตัวในระดับตำแหน่งงานที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมีความใกล้เคียงกันในเรื่องของตัวเลขที่โดนหักภาษี ก็จะไม่สงสัยอะไรต่อ กระทั่งเมื่อมีความแตกต่างจากคนรอบตัวอย่างชัดเจน นั่นละครับถึงจะโวยวายอีกสักรอบ...กลุ่มนี้ต้องจัดว่าเป็น “คนขี้สงสัยแต่ไม่ศึกษา”

คิดแบบคนกลุ่มที่ 3 “ทำไมถึงโดนหักภาษีเท่านี้นะ เป็นเพราะอะไร เขาคิดยังไง?”

    กลุ่มนี้ให้ความสนใจในเรื่องของตัวเลขภาษีที่โดนหักโดยไม่คำนึงว่าจะมากหรือน้อยแต่ขอให้ “สงสัยเอาไว้ก่อน” และทำการสอบถามจากเจ้าหน้าที่ ที่คำนวณภาษีถึงที่มาของจำนวนเงินภาษีที่โดนหักไปดังกล่าว แต่จะไม่กล้าคัดค้านหากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในการคิดคำนวณที่อาจผิดพลาด กลุ่มนี้ถือว่าเป็น “คนขี้สงสัย เข้าใจถามแต่ไม่ตามค้าน”

คิดแบบคนกลุ่มที่ 4 “ทำไมถึงโดนหักแค่นี้นะ เอ? เราลองคำนวณแล้วไม่น่าจะถึงนะ”

    กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าชื่นชมเพราะให้ความสนใจในรายละเอียดต่างๆ นานา เป็นอย่างดีว่า ตัวเลขภาษีที่โดนหักไปนั้น มาจากสาเหตุใดและใช้ความรู้พื้นฐานทางด้านภาษีที่พอจะมีอยู่นั้น ลองคำนวณ ทบทวนด้วยตนเอง และเมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นก็กล้าที่จะโต้แย้ง ขอคำชี้แจงทันทีว่าเกิดจากสาเหตุใด คนกลุ่มนี้ต้องเรียกว่าเป็น “คนใส่ใจ เข้าใจถามและตามค้าน”

    จะว่ากันไปแล้ว 3 กลุ่มแรกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่คือ “ความเข้าใจในการคิดคำนวณภาษี” ขั้นพื้นฐานนั้น อาจจะไม่มีหรือมีแต่น้อยมาก ทำให้ความใส่ใจในการคิดคำนวณภาษีมีน้อย ขณะที่กลุ่มที่ 4 มีความสนใจและศึกษาวิธีการคิดคำนวณภาษีขั้นพื้นฐานทำให้สามารถกล้าที่จะโต้แย้งหรือค้านเมื่อพบความผิดปกติของตัวเลขในการคำนวณภาษีที่เกิดขึ้น



    ตัวอย่างที่ผมยกมาดังกล่าวเป็นเพียงแค่กรณีที่เด็กจบใหม่ไฟแรง/ผู้ที่ทำงานประจำ ได้รับเงินเดือนและถูกหักภาษีทุกสิ้นเดือนเท่านั้น แต่ทว่าในแง่ของอาชีพอื่นๆ เช่น เจ้าของธุรกิจเล็กๆ อาชีพอิสระ (รับงานเป็นจ๊อบๆ) หรือ ซื้อแฟรนไชส์มาประกอบธุรกิจ ก็มีการคิดคำนวณภาษีที่แตกต่างกันออกไปและไม่ยุ่งยากนัก หากตั้งใจศึกษาอย่างแท้จริง แม้ว่าจะไม่ได้เรียนมาทางด้านบัญชีหรือภาษีก็ตาม

     ที่นำเรื่องดังกล่าวมาบอกต่อให้ได้ทราบกันก็เพราะการคิดคำนวณภาษีจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่คุณได้ติดต่อพบปะด้วย จะในฐานะใดก็ตามแต่ ไม่ว่าคุณจะเป็น ลูกจ้าง (รับเงินเดือน) เจ้าของธุรกิจเล็กๆ (ต้องทำธุรกิจด้วย) หรือรับจ้างเป็นจ๊อบๆ (อาชีพอิสระ) ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงเช่นกัน ที่บุคคลเหล่านั้นอาจมีการคิดคำนวณภาษีผิดพลาดไปจากความเป็นจริง ทำให้ภาษีที่คุณจะต้องโดนหักนั้นมากเกินความจำเป็น และหากคุณไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษีในการคิดคำนวณตามลักษณะการประกอบอาชีพของคุณแล้วล่ะก็ นอกจากคุณจะต้องโดนหักภาษีอย่างไม่ถูกต้องแล้ว สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทางด้านภาษีก็จะได้รับไม่เต็มที่อย่างที่กฎหมายได้กำหนดไว้

     “การเสียภาษี” เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ประกอบอาชีพ และมี “เงินได้” จากการประกอบอาชีพนั้นๆ ดังนั้นหน้าที่ของคุณนอกจากจะต้องเสียภาษีแล้วก็คือ “การทำความเข้าใจเรื่องของภาษี” ก็ควรมีด้วยควบคู่กันไปและไม่สามารถจะหลีกหนีได้ตราบเท่าที่คุณยังประกอบอาชีพและมีรายได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณเลือกที่เป็นบุคคลในกลุ่มที่ 1 อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น

     ผมจึงได้พร่ำบอกนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจที่มาอบรมกับผมทุกครั้งว่า วิชาไหนที่ได้เรียน...ได้สอบและได้เกรดแล้วจะเก็บเข้ากรุ อันนี้เรื่องของคุณ อยู่ที่คุณพิจารณา ตามความเหมาะสม แต่สำหรับวิชา “ภาษีอากร” ได้โปรดให้ความสนใจ และทบทวนอยู่สม่ำเสมอ กระทั่งคุณเรียนจบ แม้จะเป็นขั้นพื้นฐานก็ตาม เพราะเมื่อวันใดที่คุณเข้าสู่วัยทำงาน/ประกอบธุรกิจ/ทำมาหาเลี้ยงชีพ วันนั้นจะเป็นวันที่คุณคิดถึงวิชา “ภาษีอากร” ที่คุณได้เรียนผ่านมาแล้วและแม้ว่าบุคคลใดจะไม่ได้จบในคณะ/สาขาที่มีวิชาทางด้านภาษีอากรก็ตามก็ยังควรต้องศึกษาหาความรู้พื้นฐานเช่นกัน เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบก็ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อให้ก่อเกิดรายได้และนำไปสู่การเสียภาษีในที่สุด

     ...เลือกดูสิครับว่าคุณจะเป็นคนในกลุ่มใดที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น...?? 

Create by smethailandclub.com

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร