รู้ก่อน ไม่รอแล้วนะ...ส่องเศรษฐกิจไทย ปี 2563 ติดลบ หรือ เป็นบวก?




Main Idea

 
  • จากผลกระทบของสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหดตัวลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 3.1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่ามีความเสี่ยงที่จะโตต่ำกว่า 3.0 เปอร์เซ็นต์ จากหลายปัจจัยลบ
 
  • ประเด็นข้อพิพาทจีน - สหรัฐฯ ยังครองแชมป์ตัวแปรหลัก ปี 2562 คาดการณ์มูลค่าสูญเสียกว่า 2,100-3,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่ปี 2563 คาดว่ามูลค่าสูญเสียจะเพิ่มอีก 1,000-2,500 ล้านดอลลาร์ฯ




     จากเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวลง จากกรณีพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าระหว่างจีน – สหรัฐ หรือสถานการณ์ Brexit ที่คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สหราชอาณาจักรคงต้องออกจากสหภาพยุโรป ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยให้ลดต่ำลงทั้งในปีนี้และปีหน้า
 

ส่งออกไทยกระทบ พิษจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว


     ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 3.1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่ามีความเสี่ยงที่จะโตต่ำกว่า 3.0 เปอร์เซ็นต์จากหลายปัจจัยลบ


     ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่าการปรับลดจีดีพีปี 2562 มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมาหดตัวมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ โดยหดตัวในหลายกลุ่มสินค้าและเกือบทุกตลาดหลัก ซึ่งส่งผลให้ปรับลดประมาณการการส่งออกเหลือเพียง -2.0 – 0 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมอยู่ที่ 0.0 เปอร์เซ็นต์
               

     โดยตัวเลขจากสินค้าส่งออกไทย 10 อันดับแรก ล้วนมีการติดลบและปรับตัวลดลง สองอันดับแรก ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูปปรับลด -15.9 เปอร์เซ็นต์, เคมีภัณฑ์ -14.6 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยแผงวงจรไฟฟ้า 12.6 เปอร์เซ็นต์, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ -11.2 เปอร์เซ็นต์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ -11.0 เปอร์เซ็นต์, เม็ดพลาสติก -10.7 เปอร์เซ็นต์, รถยนต์และส่วนประกอบ -5.8 เปอร์เซ็นต์, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 0.1 เปอร์เซ็นต์, มีเพียงบางผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ 45.8 เปอร์เซ็นต์, ผลิตภัณฑ์ยาง 1.1 เปอร์เซ็นต์
               

     ด้านตลาดส่งออกสินค้าหลัก ก็มีการชะลอตัวปรับลดลงเช่นกัน ได้แก่ อาเซียน -10.8 เปอร์เซ็นต์, จีน -6.9 เปอร์เซ็นต์, สหภาพยุโรป -5.5 เปอร์เซ็นต์, CLMV -5.3 เปอร์เซ็นต์, ญี่ปุ่น -1.8 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงตลาดสหรัฐที่เติบโตกว่า 14.9 เปอร์เซ็นต์ โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยกสิกรมองว่าการส่งออกหดตัวมากกว่าที่คาดเอาไว้ โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัว
               

     สำหรับสภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยปัจจุบัน พบว่าสถานประกอบการปรับตัวทางธุรกิจ โดยมีการชะลอรับพนักงานใหม่สูงขึ้นจากเมษายน 2562 อยู่ที่ 18.8 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเดือนกรกฏาคมกลับอยู่ที่ 25.4 เปอร์เซ็นต์ และเลิกจ้างเพิ่มขึ้น โดยเดือนเมษายน 2562 อยู่ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เดือนกรกฏาคมอยู่ที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์
 




จีน – สหรัฐฯ ครองแชมป์ตัวแปรสำคัญ


     ด้าน ดร.ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงยืดเยื้อจะกระทบการส่งออกของไทย โดยในปี 2562 คาดการณ์มูลค่าสูญเสียกว่า  2,100 - 3,000 ล้านดอลลาร์ฯ เพราะเป็นปีแรกที่ได้รับผลพวงจากสงครามการค้าแบบเต็มปี และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตจีนได้รับผลกระทบชัดเจน อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์


     ในขณะที่ปี 2563 คาดว่ามูลค่าสูญเสียจะเพิ่มอีก 1,000 - 2,500 ล้านดอลลาร์ฯ หลังต้องรับรู้ผลกระทบจากการเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าจีนต่อเนื่อง แม้ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นไปแล้วในปี 2562 แต่ต้องจับตาการเก็บภาษีสินค้าที่เหลือ อาทิ สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก แทบเล็ต ของเล่น เสื้อผ้า รองเท้า ด้วย ซึ่งสินค้าไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตจีน เฉพาะแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น


     นอกจากนี้แม้ว่าไทยอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตบ้าง แต่ก็จะเน้นไปที่ธุรกิจที่ไทยเป็นฐานการผลิตเดิม โดยไทยเองถือเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดในอาเซียน จึงไม่สามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากได้ โดยค่าเฉลี่ยค่าแรงไทยอยู่ที่ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน มาเลเซีย 267 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่เมียนมา ซึ่งมีค่าแรงต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 95 ดอลลาร์ต่อเดือนเท่านั้น


     ส่วนสถานการณ์ Brexit คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สหราชอาณาจักร (อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลล์ ไอร์แลนด์เหนือ) คงต้องออกจากสหภาพยุโรปแบบ No Deal โดยขั้นตอนต่อไป คือ การตกลงกันเรื่องรูปแบบและข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน รวมถึงประเด็นพรมแดนไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งพัฒนาการเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อตลาดเงิน แม้ว่าผลกระทบของ Brexit ต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากนัก
 




จับตาเฝ้าระวังความเสี่ยง


     สำหรับในปี 2563 ที่จะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จากปัจจัยความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่มาก ทำให้การส่งออกไทยอาจยังคงหดตัว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้จีดีพีมีโอกาสต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามประมาณการนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขแวดล้อมที่ประเมินได้ ณ ขณะนี้ และยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยในปีนี้คาดว่ามาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” จะช่วยหนุนจีดีพีราว 0.02 เปอร์เซ็นต์


     ดร.ศิวัสน์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปีหน้าต้องรอติดตามว่าจะมีมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งหากมี ก็ควรเน้นไปที่การดูแลแรงงานที่ไม่มีหลักประกันทางสังคมรองรับ อย่างเช่นกลุ่มอาชีพอิสระ รวมถึงผู้ประกอบการ SME ที่ยอดขายชะลอตัวลง หลังผู้บริโภคระวังการใช้จ่าย ในส่วนของมาตรการทางการเงินนั้น มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยได้อีก เพียงแต่มาตรการทางการเงินต้องใช้เวลากว่าจะทยอยเห็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ

 
     ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเพื่อเอสเอ็มอี



 

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ