กล้าขอก็กล้าค้ำ! นาทีนี้มี PGS8 เป็นตัวช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน




Main Idea
 
  • คนทำธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก การพัฒนาของเทคโนโลยี หรือแม้แต่สภาพเศรษฐกิจในประเทศทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องเหนื่อยหนักกว่าที่เคยเป็นมา แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่ได้กำลังสู้อยู่เพียงลำพัง มีหลายฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยสนับสนุนเหล่าผู้ประกอบการให้เดินหน้าต่อไป
 
  • ภาครัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562 ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ส่งเสริมให้ SMEs เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการแข่งขันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
 
  • หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs โดยใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อผ่านโครงการ PGS8 ของ บสย. ที่ร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรถึง 18 แห่งร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ




     ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดก็ย่อมต้องเจอความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภาวะค่าเงินผันผวน การพัฒนาด้านเทคโนโลยี หรือแม้แต่อัตราการบริโภคภายในประเทศก็ตาม ทำให้คนทำธุรกิจอาจจะต้องเหนื่อยหนักกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งสิ่งที่ต้องการที่สุดคงจะเป็นเงินทุนที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าหรือพาให้พ้นจากวิกฤต แต่เชื่อเถอะว่า คุณไม่ได้กำลังสู้อยู่เพียงลำพัง มีหลายฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยสนับสนุนเหล่าผู้ประกอบการให้เดินหน้าได้ต่อไป


     เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562 จากกระทรวงการคลัง ส่วนหนึ่งเน้นหนักมาที่การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ส่งเสริมให้ SMEs เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยได้ส่งเสริมและกระตุ้นให้มีการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการไปพร้อมๆ กัน


     หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs โดยที่ใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อโดยหน่วยงานรัฐอย่าง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาเป็นเครื่องมือในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงสินเชื่อได้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกราคา เพราะมีธนาคารพันธมิตรถึง 18 แห่ง เป็นการผสานความร่วมมือทางการเงิน และการค้ำประกันมาร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ
 




ผสานพลังการเงินและการค้ำประกันดัน SMEs เข้าถึงแหล่งทุน


     ความร่วมมือดังกล่าวนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 8 หรือ PGS8 ดำเนินการโดย บสย.ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจากสถิติประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 5.2 ล้านราย แต่ได้รับวงเงินกู้จากสถาบันการเงินเพียง 10% หรือประมาณ 5 ล้านรายเท่านั้น ซึ่งหากอีกกว่า 4 ล้านรายที่เหลือสามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมถึงการลงทุนในอนาคต ก็จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามไปด้วย


     ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) บอกว่า PGS8 เป็นไฮไลต์สำคัญที่จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่มให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้คล่องตัวขึ้นจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินเหล่านั้นในการอนุมัติสินเชื่อ ที่สุดแล้วก็จะทำให้ SMEs ลดการพึ่งพาเงินจากนอกระบบลง


    บสย.มีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อสำหรับโครงการ PGS8 ถึง 150,000 ล้านบาท ทำให้วงเงินค้ำประกันต่อรายก็สูงขึ้นไปแตะที่สูงสุด 100 ล้านบาท รวมทุกสถาบันการเงิน เพิ่มเติมจากโครงการก่อนหน้า คือ PGS7 อยู่ที่ไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย ทั้งยังฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี โดยที่ระยะเวลาของโครงการค้ำประกัน PGS8 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2563


     จากกรอบเวลาดังกล่าว คาดว่าจะช่วย SMEs ให้ได้รับสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 4.3 หมื่นราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 2.25 แสนล้านบาท และก่อเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 6.87 แสนล้านบาท และขณะนี้ บสย.พร้อมให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และ PGS8 จะช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
 




ทุก SMEs มีสิทธิ์ได้สินเชื่อ
               

     โครงการ PGS8 ภายใต้วงเงินค้ำประกัน 150,000 ล้านบาท ถูกแตกแขนงเพื่อสนับสนุน SMEs ผ่าน 5 โครงการย่อยให้เหมาะกับผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม คือ 1. SMEs ดีแน่นอน 2. SMEs บัญชีเดียว 3. SMEs LG 4. SMEs Supply Chain/ Franchise และ 5. SMEs สหกรณ์ โดยประเดิม 2 โครงการแรกด้วยวงเงินจัดสรรรอบแรกจำนวน 57,000 ล้านบาท
               

     วงเงินค้ำประกัน 40,000 ล้านบาทแรกถูกวางไว้สำหรับโครงการ SMEs ดีแน่นอน มีระยะเวลาค้ำ 10 ปี ฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปีแรก ปีต่อไปอัตราค่าธรรมเนียม 1.75% หมาะกับผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยมีวงเงินค้ำประกันตั้งแต่ 2 แสน ถึง 1 ล้านบาท





               

     ในขณะที่โครงการ SMEs บัญชีเดียว มีวงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำ 10 ปี อัตราค่าธรรมเนียม 1.5% โดยฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปีแรก ถัดไปปีที่ 3 และ 4 ผู้ประกอบการจ่ายเพียง 1% โดย บสย.ช่วยสนับสนุนอีก 0.5% เป็นระยะเวลา 2 ปี สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ใช้งบการเงินที่ยื่นภาษีต่อกรมสรรพากรมาขอสินเชื่อ หรือเข้าโครงการบัญชีเดียวของสถาบันการเงิน จะได้รับวงเงินค้ำประกันตั้งแต่ 2 แสนถึง 1 ล้านบาท เพราะการเข้าถึงแหล่งทุนในยุคดิจิทัลนับวันจะยิ่งยากจากการที่มีเครื่องมือการวิเคราะห์ความเสี่ยง และเครื่องมือวิเคราะห์ประกอบการอนุมัติสินเชื่อ มีผลต่อการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมาก การจัดทำบัญชีเดียวจะเป็นการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการที่จัดเตรียมข้อมูลด้วยบัญชีเดียวชิงความได้เปรียบและสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
               




     วงเงินส่วนที่เหลือถูกกันไว้สำหรับผลิตภัณฑ์และโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อตอบรับความต้องการของ SMEs ให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม


     สำหรับผู้ประกอบการตัวเล็กที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการ PGS8 สามารถสอบถามข้อมูลที่ Call Center 02 890 9999, Line @doctor.tcg, www.tcg.or.th และที่สำนักงานเขตทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

WALK ON Series: เทคนิคสร้างธุรกิจอยู่รอด VOL 1 ต้องทำ Cost Structure เพื่อให้บริษัทมีกำไร

สาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ไปต่อไม่ได้ คือ ขาดทุนสะสมและขาดสภาพคล่อง โดยที่ปัญหาส่วนใหญ่ของ SME คือ บางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองขาดทุนอยู่ หรือขาดทุนเพราะอะไร วันนี้เลยชวนมาหาต้นทุนที่แท้จริง เพื่อเห็นกำไรธุรกิจกัน

ทำความรู้จักเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติ เอื้อธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกต้องรู้

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของผู้ประกอบการที่นำเข้าและส่งออกก็คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนสูง เพื่อที่จะเสริมเครื่องมือให้กับผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ผ่อนคลายเกณฑ์การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ภายใต้แผนผลักดันระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) ทั้งการนำเงินออกนอกประเทศและการชำระเงินระหว่างประเทศ

เอสเอ็มอีจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ยังไง ให้เกิดผลกับธุรกิจ เรียนรู้กรณีศึกษาจากประเทศเกาหลี

เกาหลีใต้นับเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลรวมถึงบล็อกเชนมาใช้ในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องรวมถึงมีกฎหมายที่กำกับดูแลธุรกิจดังกล่าวอย่างเต็มตัวแต่ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่มาเสริมความเข้มแข้งให้กับภาคธุรกิจ