SME มีเฮ! แบงก์ชาติออกมาตรการร้อน ปรับอัตราดอกเบี้ย ช่วยเอสเอ็มอีสู้วิกฤต




Main Idea
 
 
  • เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับเหล่าผู้ประกอบการ SME ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีมติสั่งให้แบงก์และสถาบันการเงินต่างๆ ปรับทบทวนอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและเหมาะสม
 
  • หนึ่งในมาตรการสำคัญที่น่าสนใจ คือ การปรับค่าธรรมเนียมจากการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด จากเดิมที่เคยคิดจากฐานวงเงินสินเชื่อทั้งก้อน ก็ให้คิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ หรือการปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จากเดิมที่คำนวณจากฐานเงินต้นที่เหลือทั้งหมด ก็เปลี่ยนเป็นคิดจากเฉพาะเงินต้นของค่างวดนั้นๆ เท่านั้น



     แม้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่หลายธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง เพราะทนแบกรับภาระกับแรงต้านทานต่างๆ ที่เข้ามาไม่ไหว SME บางคนอาจรู้สึกหดหู่หมดหนทางสู้กับภาระที่ต้องแบกรับไว้หลายทาง ทั้งตัวธุรกิจเองที่ต้องพยุงให้รอด การดูแลพนักงานให้อยู่กันไปตลอดรอดฝั่งด้วยกัน ไหนจะหนี้สินที่เป็นภาระกับแบงก์ เรียกว่าต้องดูทุกทางพยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ไปด้วยกันได้ดีที่สุด แต่ในวันนี้ก็เหมือนจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ส่องเข้ามาให้ใจชื่นกันขึ้นมาบ้าง เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงภาระที่ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ต้องแบกรับในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงได้สั่งให้สถาบันการเงินต่างๆ ปรับทบทวนอัตราดอกเบี้ยให้เป็นธรรม เหมาะสม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ รวมถึงส่งเสริมความสามารถในการชำระหนี้ให้เกิดความคล่องตัวและเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากที่สุด นับเป็นข่าวดีต้อนรับปีชวด ที่ธุรกิจจะไม่ชวดจริงๆ มีนัยยะสำคัญอะไรบ้างนั้นไปดูกัน
 




     ไถ่ถอนก่อนกำหนด ให้คิดค่าปรับจากยอดเงินต้นคงเหลือ

               

     จากค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด (Prepayment) สำหรับสินเชื่อ SME และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด โดยจากเดิมที่แบงก์หรือสถาบันการเงินเคยคิดค่าปรับจากฐานวงเงินสินเชื่อทั้งก้อน ก็ให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่ คือ ให้คิดค่าปรับแค่ยอดเงินต้นคงเหลือ รวมทั้งให้กำหนดช่วงเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับการไถ่ถอนให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กู้เงินมา 10 ล้านบาท กำหนดชำระหนี้ในระยะเวลา 10 ปี ผ่านไป 3 ปี สามารถชำระได้ 3 ล้านบาท จากเดิมจะต้องมีการคำนวณค่าธรรมเนียมจากยอดเงินกู้ทั้งหมดที่ 10 ล้านบาท ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือที่ 7 ล้านบาทแทน ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้ผู้ให้บริการเกิดการแข่งขันมากขึ้นในระบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และสร้างทางเลือกที่น่าสนใจแก่ผู้ประกอบการ SME รวมถึงทำให้ตลาด Refinancing เกิดขึ้นในไทย
 
 

 

     ผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยเฉพาะเงินต้นของค่างวดนั้นเท่านั้น
               

     ในการผิดนัดชำระหนี้บนค่างวด (Installment) จากเดิมที่แบงก์หรือสถาบันการเงินมักจะคิดค่าปรับโดยคำนวณจากฐานเงินต้นที่เหลือทั้งหมด ให้เปลี่ยนมาเป็นคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้เฉพาะส่วนที่เป็นเงินต้นของค่างวดนั้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น มีการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ 5 ล้านบาท ผ่อนชำระ 20 ปี ดอกเบี้ย 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คิดเป็นค่างวดตกเดือนละ 42,000 บาท (แบ่งเป็นเงินต้น 10,000 บาท, ดอกเบี้ย 32,000 บาท) ชำระมาแล้ว 24 งวด แต่มาผิดนัดชำระในงวดที่ 25 จากเดิมที่ผู้กู้จะต้องถูกคิดดอกเบี้ยในการผิดนัดชำระบนยอดเงินต้นคงเหลือ 4.77 ล้านบาท (งวดที่ 25 – 240) ก็ให้เปลี่ยนคิดดอกเบี้ยบนยอดเงินต้นของค่างวดที่ผิดนัด คือ 10,000 บาทแทน ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวนั้นทำให้เกิดความเป็นธรรมและคำนึงถึงความสามารถของลูกหนี้ที่เป็นจริงได้มากขึ้น เป็นการช่วยลดโอกาสที่ลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ด้วย
 




       คืนส่วนต่างค่าธรรมเนียมบัตร ATM ทันทีที่เลิกใช้
               

     อีกเรื่องถึงเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ส่งผลดีต่อใจทั้งต่อผู้ประกอบการ SME และประชาชนทั่วไปในยามที่สภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ นั่นคือ การคืนค่าธรรมเนียมรายปีตามสัดส่วนระยะเวลาคงเหลือของบัตรนั้นๆ แก่ผู้ใช้บริการทันที โดยไม่ต้องร้องขอ ซึ่งจากเดิมจะไม่มีการคืนให้ หรือคืนเฉพาะกรณีที่มีการร้องขอเท่านั้น นอกจากนี้ยังให้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในกรณีที่มีการขอออกบัตรใหม่หรือรหัสทดแทน ซึ่งจากเดิมมักเรียกเก็บทุกรณี มาตรการใหม่ แต่หากมีต้นทุนที่สูง ก็สามารถยกเว้นได้ตามความเหมาะสม

 

       
        
     นอกจาก 3 ข้อหลักๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น แบงก์ชาติยังได้ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยเหลือ SME แบ่งเบาภาระในยามที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนเช่นนี้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 63 – 31 ธ.ค. 64 เป็นต้นไป ได้แก่


     1. ปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ที่ไม่เป็น NPL โดยการลดดอกเบี้ย และการขยายระยะเวลาชำระหนี้


     2. ปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้เลื่อนขั้นเป็นลูกหนี้ปกติได้ เมื่อลูกหนี้ปรับโครงสร้างและชำระหนี้ได้ 3 เดือน หรือ 3 งวดติดต่อกัน จากเดิมที่ต้องรอถึง 12 เดือน


     3. สนับสนุนสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) โดยให้ลูกหนี้สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน และสามารถจัดชั้นเป็นหนี้ปกติได้ หากลูกหนี้มีกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง


     4. สนับสนุนให้สถาบันการเงินไม่ลดวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้ของลูกหนี้ และไม่ต้องกันสำรองสำหรับวงเงินสินเชื่อที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ใช้


     5. ให้สถาบันการเงินรายงานเป้าหมายสินเชื่อตามมาตรการและยอดคงค้างสินเชื่อของลูกหนี้ เป็นรายเดือนภายใน 21 วันนับจากวันสิ้นเดือน เพื่อประโยชน์ในการติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเริ่มตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม 2563 – ธันวาคม 2564
 
               
      และนี่คือ มาตรการร้อนฉบับเร่งด่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งออกมาช่วยเหลือ SME หวังว่าอย่างน้อยๆ ผู้ประกอบการคนใดได้ฟังคงพอช่วยสร้างกำลังใจ และแบ่งเบาภาระลงไปได้บ้าง

     จับมือไว้แล้วสู้ไปด้วยกันนะ..สู้ๆ!
 
 





www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่