เมื่อสภาพคล่อง! เริ่มไม่คล่อง บริหารเงินอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต

TEXT : รุจรดา วัฒนาโกศัย

PHOTO : กิจจา อภิชนรจเรข




Main idea

 
  • สิ่งสำคัญที่สุดในวันที่ธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต คือ เงินสด โดยผู้ประกอบการทุกคนรู้ว่าตัวเองมีเงินอยู่ในมือเท่าไร แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีนั้นจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลย จนทำให้ตั้งรับกับเหตุการณ์วิกฤตไม่ทัน
 
  • ในสถานการณ์วิกฤต ธุรกิจจะบริหารเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยเริ่มต้นจากการคำนวณเงินสดที่มีอยู่ในมือและหาเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไป ซึ่งการขอสินเชื่อธนาคารอาจเป็นทางออกให้กับธุรกิจในสถานการณ์เช่นนี้
 
  • แม้ว่าจะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสในช่วงนี้  แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเวลาที่ดี ที่ธุรกิจจะได้ปรับตัว มองว่าในอนาคตจะมีอะไรเปลี่ยนไป และกระทบกับธุรกิจอย่างไรบ้าง ซึ่งอาจมองเห็นโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจก็เป็นได้ 




     สิ่งสำคัญที่สุดในวันที่ธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต คือ “เงินสด” โดยผู้ประกอบการทุกคนรู้ว่าตัวเองมีเงินอยู่ในมือเท่าไร แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีนั้นจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้นานเท่าไร ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลย


     ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักจะมองที่รายได้ว่าจะมียอดขายเท่าไร และให้ความสำคัญกับการขายมากกว่าการเก็บเงินจากลูกค้าเสียอีก เรื่องคลาสสิกที่เจอบ่อยๆ คือ หลายธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้าจำนวนมาก หรือบางครั้งฝ่ายบัญชีบอกว่าบริษัทมีกำไรแต่เจ้าของกลับรู้สึกว่าไม่มีเงิน เมื่อเอางบการเงินมาดูปรากฏว่ามีสินค้าคงคลัง (Inventory) เยอะมากและที่สำคัญของที่ขายออกไปก็ยังเก็บเงินไม่ได้ ค้างอยู่ 90 วันหรือ 180 วัน ถึงแม้ว่าลูกค้าจะจ่ายในวันใดวันหนึ่งก็ตาม แต่หมายความว่าวันนี้บริษัทก็ไม่มีเงินสดในมือมากพอ
               




     แล้วเมื่อเกิดวิกฤต ธุรกิจจะบริหารเงินที่มีอยู่ในมืออย่างจำกัดได้อย่างไร? เราจึงเข้ามาพูดคุยกับ ภีม เพชรเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน และผู้ก่อตั้ง PEAK ผู้ให้บริการโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ขอคำแนะนำการบริหารจัดการการเงินในสถานการณ์นี้
               
 
     บริหารการเงินในภาวะวิกฤต
               

     ในช่วงเวลาเช่นนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไร วิธีคำนวณว่าธุรกิจจะอยู่ไปได้นานแค่ไหนหากไม่มีรายได้เข้ามา คือ เอาค่าใช้จ่ายของปีที่ผ่านมาหารด้วยจำนวนวัน 365 วัน ก็จะได้ค่าใช้จ่ายรายวัน ซึ่งจะทำให้ SME เข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเอง และเริ่มพิจารณาหาวิธีที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้นานกว่านั้น
               

     ซึ่งทำได้หลายวิธี คือ
 

      1.เพิ่มเงินเข้าสู่ธุรกิจ อาจจะใช้วิธีกู้เงิน หรือระดมทุนจากพ่อแม่พี่น้อง หรือควักเงินตัวเองใส่เข้าไปเพิ่ม


      2.เพิ่มรายได้ หาว่ามีอะไรที่ทำให้มีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากสินค้าและบริการเดิม ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้อัตราสูญเสียของธุรกิจลดลง


     3.ลดค่าใช้จ่าย ต้องดูว่าไปลดอะไรได้บ้าง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่เป็นต้นทุนคงที่คือพนักงาน ซึ่งมีวิธีลดได้หลายแบบ เช่น คุยกับพนักงานโดยตรงว่าอาจจะพักงานโดยไม่จ่าย (Leave without pay) หรือ ลดเงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะกระทบผู้บริหารก่อน ในขั้นถัดมาหากยังคุมสถานการณ์ไม่อยู่อาจจะต้องคุยกับพนักงานว่าต้องเลิกจ้าง (Layoff) ซึ่งต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน ซึ่งต้องคำนวณว่าต้องจ่าย 1-3 เดือน ประกอบกับคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร หากสถานการณ์อยู่แค่ 3 เดือน อาจจะไม่เลิกจ้างก็ได้ แต่หากคำนวณแล้วว่าเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกครึ่งปีหรือมากกว่านั้น การเลิกจ้างพนักงานอาจเป็นคำตอบ 





     สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ใช้เงินตัวเองดำเนินธุรกิจ
ในสถานการณ์นี้อาจเป็นข้อได้เปรียบเพราะไม่มีภาระที่ต้องผ่อนหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นปัจจัยเพิ่มเติม แต่ถึงแม้จะมีเงินเตรียมไว้ส่วนหนึ่งก็จริงแต่อาจไม่พอ การกู้เงินก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่ทำให้มีเงินมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งในขณะนี้มี Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) เข้ามาเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ


     ธุรกิจที่ผลประกอบการเติบโตมาโดยตลอดหรืออยู่ตัวมานาน มีเงินทุนหมุนเวียน (cash flow) ดีมาตลอดจนกระทั่งมาเจอวิกฤตที่ทำให้ธุรกิจเสียศูนย์ไปประมาณ 4-5 เดือนสามารถขอกู้ได้ ซึ่งภาคการเงินเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาวะช็อค ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เมื่อสถานการณ์กลับมาปกติธนาคารก็ได้รับเงินคืน
 


     สำหรับธุรกิจที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธนาคารอยู่แล้ว ภาคธนาคารมีมาตรการส่งเสริมจำนวนมาก ทั้งนโยบายให้พักเงินต้น พักดอกเบี้ยจำนวน 3-6 เดือน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสินเชื่อธุรกิจของตัวเอง โปรดจำไว้ว่าสิ่งที่ธนาคารไม่ชอบที่สุดคือลูกหนี้หายไป และ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ การกู้นอกระบบ


     “ในสถานการณ์ปกติคนมักไม่กล้าบอกธนาคารว่าเงินช็อตเพราะกลัวว่าจะเสียเครดิต แล้วมักจะใช้วิธีการผิดๆ คือกู้เงินนอกระบบเพราะบางคนรู้สึกว่าเป็นเงินระยะสั้น ปล่อยง่าย แค่โทรไปบอกเขาก็โอนเงินมาแล้วและคืนเงินภายในสิ้นเดือน ซึ่งเป็นกระบวนการที่รวดเร็วมากแต่ดอกเบี้ยแพง หากไม่สามารถจ่ายได้ในระยะเวลาสั้นจะกลายเป็นข้อเสียที่ไม่คุ้มทั้งด้านการเงินและสุขภาพจิต” ภีมบอกแบบนั้น


     เขาให้คำแนะนำว่าผู้ประกอบการที่กู้เงินธนาคารอยู่แล้วสามารถเข้าไปเจรจาเพื่อขอลดการจ่ายหรือบางทีของดการจ่ายเลยก็ได้ ซึ่งธนาคารมักยอมอยู่แล้วเพราะส่วนหนึ่งเป็นนโยบายจากภาครัฐที่ธนาคารได้รับเงินสนับสนุนให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ ขณะเดียวกันธนาคารก็เข้าใจสถานการณ์และไม่ต้องการให้ธุรกิจของลูกค้าล้มเพราะเท่ากับกลายเป็นหนี้สูญ ท้ายที่สุดเมื่อพ้นวิกฤตแล้วบริษัทไม่มีเงินจริงๆ อาจขอ Hair cut หนี้ หรือขอลดหนี้ให้คงเหลือเพียงจำนวนเงินที่จ่ายได้เท่านั้นก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน


     “มาตรการช่วยเหลือทางการเงินของภาครัฐมีหลายอย่าง ตั้งแต่การพักชำระหนี้ พักการจ่ายคืน หรือปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ผมยังอยากให้มีการกระจายสินเชื่อให้เข้าถึงธุรกิจ SME มากกว่านี้ เพราะธนาคารมักให้เงินกู้สินเชื่อต่ำกับลูกค้าเดิมก่อน ซึ่งเข้าใจได้เพราะเขากลัวว่าลูกค้าล้มแล้วพอร์ตสินเชื่อหลักของเขาจะล้มไปด้วย แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งคือ SME ที่เดิมทีเข้าไม่ถึงสินเชื่อแล้วตอนนี้ประสบปัญหาไม่ต่างกัน ภาครัฐต้องสร้างแรงผลักดัน (Incentive) ให้ธนาคารพาณิชย์ยอมปล่อยเงินกู้พอร์ตใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ไม่อย่างนั้นธุรกิจที่ไม่ใช่ลูกค้าธนาคารอาจจะล้ม ซึ่งก็จะกระทบเป็นโดมิโนไปถึงลูกค้าของเขาอยู่ดีเพราะอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน”
 





     2 มุมมองของภาวะวิกฤต อันตรายและโอกาส


     ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า วิกฤต ประกอบด้วยตัวคันจิ 2 ตัวผสมกัน คือ อันตรายและโอกาส แม้ว่าจะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสในช่วงนี้ก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็เป็นเวลาที่ธุรกิจต้องปรับตัวและมองว่าในอนาคตจะมีอะไรเปลี่ยนไป และกระทบกับธุรกิจอย่างไรบ้าง
 

     “บางคนโฟกัสอยู่แค่ตอนนี้ มันเป็นเรื่องปกติที่เวลาเราเจอวิกฤตแล้วจะสายตาสั้นเห็นแต่ปัญหา เราลองอยู่นิ่งๆ ตั้งสติคิดวิเคราะห์แล้วเอากระดาษมานั่งเขียนว่ายังขาดอะไรในสังคมนี้ ในประเทศนี้ ในระบบเศรษฐกิจนี้ ถ้าผ่านครั้งนี้ไปได้ เราควรต้องคิดว่าจะมีโอกาสอะไรที่จะเกิดขึ้น ลองลิสต์สิ่งที่มันจะเปลี่ยนไป ผมคิดว่าเราจะเริ่มเห็นโอกาสของธุรกิจตัวเอง”


     สำหรับภีม เขาเห็นภาพธุรกิจจะดำเนินงานผ่าน Cloud มากขึ้นซึ่งจะทำให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดในตอนนี้อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกก็ได้ ผู้ประกอบการต้องตระหนักว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะดำเนินต่อไปได้ในทุกสภาวะ


     “คนจะเริ่มตระหนักได้ว่าเราสามารถ Work from Home ได้ เมื่อก่อนคนอาจสงสัยว่าการทำงานจากที่บ้านจะดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ทุกวันนี้เราถูกบังคับให้ลองและผมเชื่อว่ามีหลายคนติดวิธีนี้ สิ่งที่จะตามมาคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ ธุรกิจสตรีมมิ่งจะดีขึ้น เพราะคนอยู่บ้านมากขึ้น มีเวลามากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่ออยู่บ้านมากขึ้นการเดินทางน้อยลง ความต้องการใช้พลังงานน้ำมันอาจจะลดลงด้วยหรือเปล่า หากเราทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น เป็นร้านค้าอยู่ในปั๊มน้ำมันก็อาจต้องคิดว่าต้องเปลี่ยนไปขายผ่านช่องทางออนไลน์หรือเปลี่ยนทำเลไหม”
อีกประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับด้านบัญชีและการเงิน จะเห็นได้ชัดว่าภาวะวิกฤตทำให้ผู้ประกอบการหันมาสนใจเรื่องการบริหารเงินสดมากขึ้น


     “เงินสดเป็นเรื่องเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่หรือตาย บางบริษัทขาดทุนตลอดแต่ยังอยู่ได้เพราะมีเงินสด ธุรกิจต้องรู้เรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถบริหารความเสี่ยงทางการเงินในสถานการณ์ตอนนี้ได้ และในอนาคตเขาจะเริ่มรู้ว่าเงินสดเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะงบกระแสเงินสดทำให้เห็นภาพได้มากขึ้น”






     โดยปกติแล้วงบทางการเงินที่ผู้ประกอบการดูมากที่สุด คือ งบกำไร-ขาดทุน ทั้งที่จริงแล้วงบกระแสเงินสดก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเป็นงบที่บอกสถานการณ์แท้จริงของธุรกิจ ซึ่งกระแสเงินสดที่หมุนเวียนในธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ


     1. กระแสเงินสดในการดำเนินงาน เช่นกันจ่ายเงินเดือนไปเท่าไหร่หรือมีรายได้เข้ามาเท่าไหร่ 


     2. กระแสเงินสดในการลงทุน คอมพิวเตอร์ ซื้อเครื่องจักร ซื้อโต๊ะ มีการซื้อของหรือลงทุนเพิ่มไหม หรือขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกไปเพื่อให้ได้เงินกลับมา ทำให้เห็นภาพว่าธุรกิจลงทุนไปอย่างไรบ้าง


     3. กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน ก็คือ กู้เงินเพิ่มไหม จ่ายเงินเจ้าหนี้ไปเท่าไร หรือระดมทุนจากนักลงทุน หรือจ่ายคืนเงินปันผลออกไป 


     เมื่อผู้ประกอบการเห็นข้อมูลในงบกระแสเงินสดจะเริ่มรู้ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นไปไหนบ้าง ไปอยู่ที่สินค้าหรือจ่ายคืนเจ้าหนี้ หรือเห็นว่าได้รับเงินจากลูกค้าไม่เต็มจำนวน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ไม่สามารถรู้ได้จากงบกำไร-ขาดทุน แต่งบกระกระแสเงินสดจะบอกการเปลี่ยนแปลงของเงินที่เมื่อรู้และเข้าใจก็จะทำให้กังวลกับสถานการณ์ของธุรกิจน้อยลงและเตรียมรับมือได้


 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่