3 เรื่องต้องมี ถ้า SME ‘หนี้ท่วมทรัพย์’ อยากขอสินเชื่อให้ผ่านฉลุย

TEXT : รุจรดา วัฒนาโกศัย
 
 



Main Idea
 
  • ปรากฎการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ SME ในวันนี้คือ มีถึง 90 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังเป็นหนี้ บางรายค้างชำระ บางรายกลายเป็นหนี้เสีย ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม พวกเขาเหล่านี้ก็แทบไม่มีโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพิ่มเติม เพื่อมาพยุงธุรกิจให้ไปต่อ
 
  • ในยุคที่ SME กลายเป็นบุคคลที่หนี้ท่วมหัวและหลายรายที่ไร้หลักทรัพย์ ทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ มาฟังข้อแนะนำเบื้องต้นจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วย SME ให้ออกจากกับดักนี้
 



     “SME มีอยู่ 2 ประเภท คือกลุ่มที่ ‘หนี้ท่วมทรัพย์’ กับ ‘ทรัพย์ท่วมหนี้’ ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของพี่น้อง SME คือกลุ่มที่
เรียกว่าหนี้ท่วมทรัพย์ คือมีหนี้มากกว่าทรัพย์ ขณะที่บางคนมีแต่หนี้ไม่มีทรัพย์เลยด้วยซ้ำ”





     นี่คือคำกล่าวของ  “ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สะท้อนความจริงของผู้ประกอบการ SME ไทยที่กลายเป็นกับดักในการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคาร โดยผู้ประกอบการกลุ่มแรก ทรัพย์ท่วมหนี้ หมายถึงกลุ่มที่มีสินทรัพย์มากกว่าวงเงินสินเชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อกลุ่มนี้ เมื่อเดินเข้าไปขอกู้เงินกับธนาคารย่อมได้รับการอนุมัติภายใน 3 วัน 7 วัน


     แต่ทว่าหากเป็นผู้ประกอบการประเภทหนี้ท่วมทรัพย์ ซึ่งเป็น SME ส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มนี้แทบไม่มีโอกาสได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินด้วยซ้ำ แล้วจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือมีหนี้ สามารถนำพาธุรกิจของตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤตและมีเงินทุนให้เดินหน้าต่อไปได้ ดร.รักษ์ ให้คาถาไว้ 3 ข้อดังต่อไปนี้
 



 
  • มีตัวตนในสายตาของสถาบันการเงิน
                     
     ดร.รักษ์บอกว่า เนื่องจากการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ นั้น อยู่บนพื้นฐานข้อมูลธุรกรรมหรือการเดินบัญชี สำหรับผู้ที่มีวงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว จะต้องตรวจสุขภาพของวงเงินที่เคยมีกับธนาคารให้ดีว่าเดินบัญชีเป็นอย่างไร เคยค้างจ่ายหรือมีหนี้เสียหรือไม่ โดยบางคนอาจใช้วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ซึ่งทางธนาคารสามารถติดตามดูสินเชื่อเหล่านั้นได้ กระทั่งวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่าง บ้านหรือคอนโดก็ตาม แล้วธนาคารจะให้คะแนนพฤติกรรม (Behavior Score)


     ในกรณีที่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มีตัวตน จำเป็นต้องสร้างข้อมูลธุรกรรมและการเดินบัญชีอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นข้อมูลขั้นต่ำที่พอจะจับต้องได้
 



 
  • มีสติ

     ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าตัวเองเป็นตัวจริงหรือไม่ เพราะในโลก New Normal นั้นคือโลกที่ SME ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ ดร.รักษ์เปรียบเทรียบให้ฟังว่า วิกฤตโควิด-19 เปรียบเสมือนนาฬิกาที่ปลุกให้คนตื่น โดยมีผู้ประกอบการหลายคนที่มีผลิตภัณฑ์ในบริษัทหลายอย่าง เรียกว่ามีทั้งโปรดักต์ที่ทำกำไรและสินค้าที่ได้แต่คาดหวังว่าอาจทำกำไรได้ในอนาคต ทว่าเมื่อเจอกับวิกฤต ก็ถึงเวลาต้องมองความเป็นจริงให้มากที่สุด นั่นคือต้องรีบตัดสินใจหยุดทำในสิ่งที่ขาดทุน แล้วเดินหน้าไปกับสิ่งที่จะสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริงเท่านั้น



 
 
  • มีสตางค์
                     
     ข้อนี้นับว่าเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า SME จะต้องมีเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่หมายถึงต้องไม่ตกอยู่ในวงจรหนี้ แต่หากมีหนี้ก็ต้องมีแนวทางในการจัดการกับภาระหนี้ของตัวเอง โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือภาวะหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมานี้ ถีบตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่ง SME ก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย
 




     “มีตัวตน” “มีสติ” และ “มีสตางค์” คือ 3 หัวใจเบื้องต้น ที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กอย่าง SME มีโอกาสเข้าถึง
สินเชื่อจากสถานบันการเงินได้มากขึ้น แม้จะไม่มีหลักทรัพย์ โดยบสย.จะทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการ SME  โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมเพื่อให้สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว และในปีที่ 3 จึงจะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมที่ 1.75 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด


     “หลักทรัพย์ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการขอวงเงินสินเชื่อ แต่การไม่มีตัวตนในมุมมองของธนาคารต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ ฉะนั้นหาก SME มีผลิตภัณฑ์ เคยทำตลาดมาแล้ว ไม่ว่าจะเก็บเงินในรูปแบบของเงินสด การฝากเข้าบัญชีกระแสรายวัน หรือออมทรัพย์ก็ตาม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ธนาคารจะใช้ในการพิจารณา และเมื่อเดินมาหา บสย. ซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐที่ทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ ก็จะช่วยสร้างเครดิตให้กับธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารในการปล่อยวงเงินสินเชื่อให้นั่นเอง” เขาบอก
               




     ดร.รักษ์บอกอีกว่า อยากให้ SME คิดว่า บสย.คือที่ปรึกษาทางการเงินที่ไม่คิดค่าดำเนินการ โดย บสย.มีหน้าที่ในการวิเคราะห์ภาพรวมให้ว่าผู้ประกอบการควรจะขอวงเงินกับธนาคารใดให้เกิดประโยชน์กับกิจการมากที่สุด มีการคำนวณคะแนนเครดิตให้ ออกแบบวงเงินสินเชื่อ ยื่นเรื่องและส่งคะแนนเครดิตไปยังธนาคารนั้นๆ รวมถึงค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการ เรียกว่าเป็น One-Stop Service ของ SME ได้อย่างแท้จริง

                
     ผู้ประกอบการรายใดที่ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ก็อาจเริ่มง่ายๆ ด้วย 3 ข้อนี้ คือ มีตัวตน มีสติ และมีสตางค์ ถ้าอยากได้คนช่วยค้ำประกัน บสย.ก็พร้อมช่วยได้ เพื่อหลุดพ้นจากกับดัก และอุปสรรคด้านการเงินที่ผู้ประกอบการแทบทุกคนต้องเจอในวันนี้



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ