ดูให้ชัด! มาตรการแบงก์ชาติช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเฟส 2 ซ่อมพิษโควิด-19



Main Idea

 
 
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 เพื่อดูแลลูกค้ารายย่อยที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการระยะแรกที่กำลังจะทยอยสิ้นสุดลง  เพราะความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนการฟื้นตัวของกำลังซื้อและรายได้ประชาชนยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
 
  • มาตรการเฟส 2 เน้นลดดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้รายย่อย ทั้งการ “ลดเพดานดอกเบี้ย” สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มีผล 1 สิงหาคม 2563 และ “ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม” สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ลงทะเบียนเข้าโครงการรับความช่วยเหลือระหว่าง 1 กรกฎาคม -31 ธันวาคม 2563
 
  • นอกจากนี้มาตรการเฟส 2 ยังเน้นไปที่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและเช่าซื้อ เพื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายมีภาระผ่อนต่อเดือนน้อยลง ระยะเวลาผ่อนนานขึ้น มีความสามารถในการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับกระแสรายได้ของตนเองมากขึ้น
 
 


     มาตามนัด! มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเฟส 2 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นแนวทาง
ดูแลลูกค้ารายย่อยที่สถาบันการเงินทั้งแบงก์และนอนแบงก์ต้องดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการระยะแรกที่กำลังจะทยอยสิ้นสุดลง  ด้วยความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้ารายย่อย ตลอดจนการฟื้นตัวของกำลังซื้อ/รายได้ของประชาชนยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ในช่วงหลายเดือนหลังจากนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทอาจจะเริ่มทยอยฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง ภายหลังการคลายล็อกดาวน์ในประเทศ
 



              
     เดินหน้าลดดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล


     ทั้งนี้มาตรการเฟส 2 จะเน้นการ “ลดดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้รายย่อย” ของแบงก์และนอนแบงก์ โดยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยใน 2 ส่วน


     ได้แก่ 1. การ “ลดเพดานดอกเบี้ย” สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เริ่มมีผล 1 สิงหาคม 2563


     และ 2. การ “ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม” สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ลงทะเบียนเข้าโครงการเพื่อรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่าง 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2563
 

     ปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้


     นอกจากนี้มาตรการเฟส 2 ยังเน้นไปที่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งมักจะมีภาระผ่อนต่อเดือนสูงเพื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายมีภาระผ่อนต่อเดือนน้อยลง ระยะเวลาผ่อนนานขึ้น และมีความสามารถในการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับกระแสรายได้ของตนเองมากขึ้น
 



              
     ลูกหนี้ได้อะไรจากมาตรการเฟส 2


     ในมุมของลูกหนี้นั้น มาตรการเฟส 2 จะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดภาระทางการเงิน และเหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนหนี้ของตน โดยลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการเดิม และลูกหนี้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ มาก่อน อย่างไรก็ดีเงื่อนไขสำคัญสำหรับลูกหนี้ที่จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการเฟส 2 ก็คือ จะต้องเป็นลูกหนี้ปกติ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 (ไม่เป็นลูกหนี้ NPLs หรือค้างชำระหนี้เกิน 3 เดือน) และต้องมีความสามารถในการผ่อนชำระคืนหนี้ตามภาระหนี้ใหม่ภายใต้มาตรการเฟส 2 
 
              
     จับตาสถานการณ์ลูกหนี้ไตรมาส 3
              

     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดำเนินการตามแนวทางการช่วยเหลือสำหรับลูกค้ารายย่อยระยะที่ 2 ของธปท. จะเป็นภารกิจเพิ่มเติมของสถาบันการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี นอกเหนือไปจากการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสภาพคล่องกับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ SME  อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลตามแนวทางดังกล่าว จะเพิ่มแรงกดดันให้กับสถาบันการเงิน เพราะมีผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 3/2563 
              




     โดยในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้ารายย่อยในช่วงไตรมาสที่ 3/2563 จะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.8-1.5 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 3/2563
              

     นอกจากนี้ประเด็นที่ต้องติดตามในไตรมาส 3  จะเป็นสถานการณ์ของลูกหนี้ที่เข้ารับความช่วยเหลือตามมาตรการเฟสแรกว่า จะสามารถกลับมาผ่อนชำระหนี้คืนได้มาก-น้อยเพียงใด ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ อาจทำให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่เลือกที่จะขอขยายเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ต่อ ซึ่งตัวแปรดังกล่าวจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนสถาบันการเงินอื่นๆ ทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจและนอนแบงก์ ต้องวางแผนเพื่อช่วยเหลือลูกค้า ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อผลประกอบการไปในเวลาเดียวกัน
 

     สรุปมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยเฟส 2 สู้โควิด

 
  • สินเชื่อ บัตรเครดิต         
 
     เพดานดอกเบี้ย

     -ใหม่ 16 เปอร์เซ็นต์ (เดิม 18 เปอร์เซ็นต์)     


     มาตรการช่วยเหลือ
              
     *หากแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาว หรือขยายเวลาชำระหนี้ ดอกเบี้ย ไม่เกิน 12 เปอร์เซ็นต์

     *ลูกหนี้รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ขยายวงเงินบัตรเป็น 2 เท่าของรายได้ ได้ชั่วคราวถึง 31 ธันวาคม 2564 (เดิม 1.5 เท่า)
 



 
  • สินเชื่อส่วนบุคคล

     เพดานดอกเบี้ย

     -สินเชื่อส่วนบุคคล  บัตรกดเงินสด หรือวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน ใหม่  25 เปอร์เซ็นต์ (เดิม 28 เปอร์เซ็นต์)     
       
              
     มาตรการช่วยเหลือ

     *ลดภาระผ่อน หรือ

     *หากแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาว หรือขยายเวลาชำระหนี้ ดอกเบี้ย ไม่เกิน 22 เปอร์เซ็นต์

     *ลูกหนี้รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ขยายวงเงินเป็น 2 เท่าของรายได้ ได้ชั่วคราวถึง 31 ธันวาคม 2564 (เดิม 1.5 เท่า)
              

     เพดานดอกเบี้ย

     -ผ่อนชำระเป็นงวด ใหม่  25เปอร์เซ็นต์ (เดิม 28 เปอร์เซ็นต์)
              
     - จำนำทะเบียน ใหม่ 24 เปอร์เซ็นต์ (เดิม 28 เปอร์เซ็นต์)
              

    มาตรการช่วยเหลือ

     *พิจารณาลดค่างวด 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อย
และปรับดอกเบี้ยเป็น ไม่เกิน 22 เปอร์เซ็นต์
 



 
  • สินเชื่อเช่าซื้อ

     มาตรการช่วยเหลือ


     *ไม่จำกัดวงเงิน (เดิม มอเตอร์ไซด์ ไม่เกิน 3.5 หมื่นบาท ส่วนรถยนต์ไม่เกิน 2.5 แสนบาท)

     *เลื่อนชำระค่างวด (ทั้งต้น+ดอกเบี้ย) 3 เดือน หรือ
ลดค่างวดโดยขยายระยะเวลาชำระหนี้ 
 
 
  • สินเชื่อบ้าน

     มาตรการช่วยเหลือ


     *ไม่จำกัดวงเงิน (เดิม ไม่เกิน 3 ล้านบาท)

     *เลื่อนชำระค่างวด (ทั้งต้น+ดอกเบี้ย) 3 เดือน หรือ

     *เลื่อนชำระเงินต้น 3 เดือน และดอกเบี้ยตามความเหมาะสม หรือ

     *ลดค่างวด โดยขยายระยะเวลาชำระหนี้



ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่