บริหารสต็อกยังไง ให้มีเงินสดเหลือเก็บ ที่แม้แต่โควิดก็ทำอะไรไม่ได้

TEXT : นิตยา สุเรียมมา





Main Idea
 
 
  • ในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การมีเงินสดตุนเก็บไว้ในกระเป๋า น่าจะเป็นอะไรที่อุ่นใจที่สุดแล้ว
 
  • แต่การทำธุรกิจ จำเป็นต้องมีการลงทุน และค่าใช้จ่าย เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและได้ผลตอบแทนดีที่สุด
 
  • หนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยได้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากก็คือ การจัดระเบียบและบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้ดีนั่นเอง มาหาคำตอบเรื่องนี้กัน




      ว่ากันว่าในยามวิกฤตเช่นนี้การเก็บรักษากระแสเงินสดไว้กับตัวให้ได้มากที่สุด คือสิ่งที่จะนำพาให้ธุรกิจไปรอดได้  แต่จะทำยังไงในเมื่อธุรกิจก็ต้องเดินต่อ จะขายของได้ ก็ต้องมีการลงทุนทำสินค้า ไม่ผลิตเอง ก็ต้องไปซื้อมาขายต่อ แต่ในภาวะที่รายจ่ายคงที่ รายรับแทบจะไม่มีเข้ามา การนำเงินมาลงทุนเพื่อกักตุนสินค้าไว้มากเกินไป โดยที่ยังไม่มั่นใจว่าจะขายออกไปได้หมดเมื่อไหร่ คงไม่ใช่วิธีที่ดีแน่ๆ


      ดังนั้นแล้วทำอย่างไรถึงจะสามารถมีสต็อกสินค้าที่พอดีกับปริมาณความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกันก็ไม่มากเกินไปจนกลายเป็นทุนจม ไม่มีเงินสดไหลเวียนอยู่ในระบบ โปรดจำไว้ว่ายิ่งเก็บสต็อกให้เหลือน้อยที่สุดได้มากเท่าไหร่ (ในปริมาณที่เหมาะสม) ก็จะยิ่งทำให้คุณเหลือเงินเก็บอยู่ในกระเป๋าได้มากเท่านั้นนั่นเอง





 
  • การบริหารจัดการสต็อก คือ อะไร


      การจัดการสต็อกสินค้า คือ การบริหารสินค้าให้พอดีกับความต้องการของลูกค้าหรือพอดีต่อการขาย โดยอาจเป็นสินค้าวางขายหน้าร้านเป็นชิ้นๆ หรือวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ได้ โดยการบริหารจัดการสต็อกให้ดี ไม่เพียงแต่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพียงพอและพอดีแล้ว แต่ยังเป็นการช่วยบริหารจัดการเงินสดในกระเป๋าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
 


 
  • เราบริหารจัดการสต็อกเพื่ออะไร?

     -        สั่งสินค้าให้พอดีกับปริมาณความต้องการของลูกค้า


      ไม่มากเกินไป จนทุนจม ขณะเดียวกันก็ไม่น้อยเกินไปจนเสียโอกาสในการขาย หรือเสียลูกค้า


      -        ลดรายจ่ายจากการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น


      ไม่สั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่เยอะเกินไปมากกว่าความน่าจะเป็นที่ขายได้


      -        ป้องกันการเสื่อมสภาพของสินค้า


      มีสินค้าผลิตใหม่ และมีคุณภาพอยู่เสมอ สินค้ามีการเคลื่อนไหวออกไปอย่างต่อเนื่อง เก่าไป ใหม่มา ไม่เกิดการ Dead Stock รวมถึงขจัดสินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ซื้อมาแล้วแต่ขายไม่ค่อยได้ออกไปด้วย
 




 
  • ทำอย่างไร จึงจะบริหารจัดการสต็อกได้ดี


      -        รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของสินค้า
              

        รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี ขายไม่ดี ขายดีเพราะอะไร ขายดีในช่วงไหน โดยสถิติข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เราสามารถคาดเดาการสั่งซื้อสินค้า หรือเก็บสต็อกสินค้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น


      -        จัดวางระบบสินค้าให้ชัดเจน เข้าใจง่าย


      สร้างระบบจัดแยกสินค้าออกเป็นหมวดหมู่ จดการเข้า-ออกของสินค้า เพื่อบริหารจัดการสต็อกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้ว่าอะไรขาดต้องหามาเติม หรือสินค้าใดที่ยังเหลืออยู่ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพื่อซื้อทุกสิ่งเพื่อกักตุนมากเกินความจำเป็น


      -        วิเคราะห์และเตรียมตั้งรับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบไว้ล่วงหน้า


      ถึงแม้เราจะเตรียมตัวและคิดว่าบริหารจัดการสต็อกสินค้าตัวเองได้ดีแล้ว แต่บางครั้งก็อาจมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเป็นตัวแปรให้ต้องเฝ้าระวัง โดยอาจลองใช้ประสบการณ์ที่มีในการคิดวิเคราะห์ เพื่อดูว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเราอย่างไรได้บ้าง เช่น ยอดขายลด ซัพพลายเออร์ไม่สามารถผลิตสินค้าให้ได้ ลองสร้างโมเดลจำลองขึ้นมาหลายๆ ทาง เพื่อดูว่าถึงที่สุดแล้วหากเกิดปัญหาขึ้นแต่ละรูปแบบ เราจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง


      -        คำนวณต้นทุนก่อนเริ่มผลิต


      ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากๆ และเป็นตัวแปรสำคัญต่อการบริหารจัดการสต็อกสินค้า หรือแม้แต่การตัดสินใจว่าควรที่จะขายสินค้านั้นต่อไปหรือไม่ เพราะหากต่อให้ขายดี แต่ต้นทุนสูง กำไรน้อยเกินไป ก็คงไม่เหมาะกับภาวะวิกฤตเช่นนี้ เพราะมีความเสี่ยงมากเช่นกัน ดังนั้นแล้วจึงควรเลือกสินค้าที่คิดว่าคุ้มค่าและสามารถทำกำไรได้แน่นอนดีกว่า โดยที่ศักยภาพและกำลังเรายังไหว
              


 
  • มือใหม่หัดบริหารจัดการสต็อกแบบง่ายๆ


      สำหรับธุรกิจใดที่อาจยังไม่เคยบริหารจัดการสต็อกสินค้า หรือทำแล้ว แต่ก็ยังอาจไม่จริงจัง ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ วันนี้ลองมาเริ่มต้นสูตรบริหารจัดการสต็อกอย่างง่ายกัน ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
 


      1.      กำหนด Safety Stock


      อันดับแรกเพื่อให้มีสินค้าเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เราต้องมีการกำหนด Safety Stock ของสินค้า เพื่อหาปริมาณสินค้าที่ควรเหลืออยู่น้อยที่สุดในระบบที่จะปลอดภัยต่อการความต้องการซื้อของลูกค้าได้อย่างเพียงพอ สินค้าไม่ขาดแคลน


      ทั้งนี้เราสามารถประเมินได้จากศักยภาพของต้นทุนที่สามารถแบกรับไว้ได้ รวมถึงความสามารถในการจัดหาสินค้าว่าในการสั่งผลิตใหม่ขึ้นมาแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เช่น สมมติเรากำหนด Safety Stock ไว้ที่ 10 วัน เราก็ต้องมาดูต่อไปว่าสินค้าแต่ละชนิดที่ขายได้นั้น เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันเราสามารถขายได้ที่ปริมาณเท่าไหร่ จากนั้นก็นำมาคูณกัน เพื่อหาปริมาณสินค้าที่ปลอดภัยต่อการตอบความต้องการของลูกค้า


      ตัวอย่างเช่น สินค้า A ขายได้ 20 ชิ้นต่อวัน x (Safety Stock) 10 วัน = 200 ชิ้น


      ฉะนั้นปริมาณสินค้า A ที่จะปลอดภัยต่อการตอบโจทย์ความต้องการซื้อของลูกค้า ทำให้มีสินค้าเพียงพอ ไม่ขาดแคลน หรือ Safety Stock ของสินค้า A คือ 200 ชิ้นนั่นเอง
 




      2.      ค้นหาจุดสั่งซื้อใหม่ หรือ Reorder Point (ROP)


      เมื่อเราหาปริมาณสต็อกสินค้าที่ปลอดภัยได้แล้ว ต่อไปเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่จึงจะต้องทำการสั่งซื้อสินค้า เพื่อรักษาสต็อกไว้ให้ปลอดภัย สิ่งนี้เรียกว่าจุดสั่งซื้อใหม่ Reorder Point (ROP) มีสูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้
              

      ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน x ความสามารถในการจัดหาสินค้า (Lead Time) + Safety Stock
              

      สมมติเรากำหนด Lead Time ไว้ที่ 7 วัน ฉะนั้น Reorder Point ของเรา คือ (20 x 7) + 200 = 340 ชิ้น
              

      ฉะนั้นหากเราขายสินค้าได้ 340 ชิ้นแล้ว จะต้องทำการสั่งซื้อสินค้าใหม่ได้แล้ว ซึ่งเมื่อใช้เวลาในการผลิตสินค้าขึ้นมาใหม่หรือสั่งซัพพลายเออร์ให้มาส่ง ผ่านไป 7 วัน สินค้าเราจะเหลือ 200 ชิ้นพอดีกับ Safety Stock ที่วางเอาไว้
 


      3.      ค้นหาปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้ง


      การจะค้นหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมได้ในแต่ละครั้ง เราต้องรู้ศักยภาพในการเก็บสินค้าในคลังไว้ได้มากที่สุดก่อน (MAX) ว่าเราจะสามารถเก็บสินค้าได้มากที่สุดกี่วัน ในปริมาณเท่าไหร่


      สมมติเราคิดไว้ที่ 30 วัน ก็ให้ลองนำยอดขายเฉลี่ยต่อวัน (20 ชิ้น)X การจัดเก็บสูงสุดในคลัง (30 วัน) = 600 ชิ้น

      
      จากนั้นให้นำการจัดเก็บสูงสุดในคลัง – Safety Stock


      จะได้ (600 ชิ้น) – Safety Stock ( 200 ชิ้น) = 400 ชิ้น หมายความว่าในการสั่งสินค้าใหม่แต่ละครั้ง เราควรสั่งซื้อที่ 400 ชิ้นนั่นเอง
 






      โดยสูตรการคำนวณที่กล่าวมานี้เป็นเพียงวิธีการคร่าวๆ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการได้มองเห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการสต็อกได้ด้วยตนเอง แต่สุดท้ายแล้วยอดการสั่งซื้อหรือการเก็บสต็อกจริงจะอยู่ที่ปริมาณเท่าไหร่อาจขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างเจ้าของธุรกิจและซัพพลายเออร์ กำลังการผลิต เงินทุนที่นำมาใช้เป็นต้นทุน รวมถึงสถานการณ์เฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้


      แต่อย่างไรเสียการบริหารจัดการสต็อกให้ดี ก็ช่วยทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถบริหารจัดการธุรกิจของตนเองได้มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการลงทุนหรือจ่ายเงินไปอย่างคุ้มค่า รู้ว่าจ่ายไปแล้วจะได้อะไรคืนมา มากกว่าที่จะลงไปแบบสุ่มๆ ไม่รู้ทิศทาง และเหลือเป็นสต็อกโดยที่ไม่รู้ว่าจะขายหมดเมื่อไหร่ จริงอยู่ว่าสินค้าแม้เปลี่ยนเป็นเงินและกำไรได้ แต่หากไม่รู้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่ ก็เหมือนมีแค่ยอดตัวเลขเปล่าๆ แต่ไม่สามารถหยิบออกมาใช้ได้นั่นเอง
 
 



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร