เปิดสูตรคำนวณ “มูลค่าบริษัท” ในแบบ SME

TEXT : นเรศ เหล่าพรรณราย





Main Idea

 
 
     วิธีการคำนวนหามูลค่าของบริษัทในแบบ SME
 
 
  • สูตรที่นิยมใช้คือการคำนวนหาค่า P/E โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
 
  • เมื่อนำทุนจดทะเบียนของบริษัทมาคูณกับค่า P/E ก็จะได้มูลค่ารวมของกิจการ
 
  • นำไปหารตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะออกมาเป็นมูลค่าหุ้นที่จะต้องจ่ายเพื่อที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่
 


 
     การคำนวนหามูลค่าของบริษัทหรือแวลูเอชัน (Valuation) ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะเกิดการร่วมลงทุนหรือระดมทุน เนื่องจากมูลค่าของบริษัทจะเป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินเป็นมูลค่าเท่าไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของ
               

     ทั่วไปแล้วการคำนวณแวลูเอชันจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ วิธีการคำนวณในแบบธุรกิจ Startup หรือธุรกิจที่มีพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีกับอีกรูปแบบคือการคำนวนมูลค่าให้กับธุรกิจแบบดั้งเดิมหรือ SME ซึ่งสองแนวทางนี้มีความแตกต่างกัน



               

     ก่อนอื่นลองมาดูแนวทางการคำนวณแวลูเอเชันของ SME หลักเกณฑ์การคัดเลือกจะต้องเป็นกิจการที่เปิดดำเนินงานมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง มีข้อมูลทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้และควรที่จะต้องมีมาตราฐานเป็นที่ยอมรับ เช่น ไม่มีทำบัญชี 2 เล่ม
               

     สูตรที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือการคำนวนหาค่า P/E โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากสามารถนำตัวเลขมาใช้ในการอ้างอิงได้ เช่น ธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ในตลาดหุ้นปัจจุบันมีค่า P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 20 เท่า หมายความว่าหากจะมีการประเมินมูลค่าในการเข้าลงทุนในบริษัทที่ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ใช้ค่า P/E 20 เท่า นั้นเป็นตัวเลขมาตราฐาน
               

     เมื่อนำทุนจดทะเบียนของบริษัทมาคูณกับค่า P/E ก็จะได้มูลค่ารวมของกิจการจากนั้นก็หารตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะออกมาเป็นมูลค่าหุ้นที่จะต้องจ่ายเพื่อที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่



               

     สาเหตุที่ใช้วิธีการคำนวนมูลค่าแบบนี้ เนื่องจากธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม (Traditional) ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตหรือภาคบริการ โดยเทคโนโลยีอาจจะไม่ได้มีความโดดเด่นมากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจ Startup การที่ไม่ใช้คำนวนมูลค่าในอนาคตมาคำนวนทำให้สูตรการใช้ค่า P/E จึงมีความเหมาะสมเพราะเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นปัจจุบันมากกว่า
               

     เช่นเดียวกับจุดประสงค์ในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ ธุรกิจ Startup จะใช้เม็ดเงินในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ต่างจาก SME ที่จะใช้เงินลงทุนไปกับทรัพยากรบุคคลหรือเพิ่มการผลิต ซึ่งการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีแน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่มากกว่าอย่างแน่นอน เพราะมีปัจจัยเรื่องของการแข่งขันรวมถึงความผิดพลาดในการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นหากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือล้าสมัยไปแล้ว



               

     นอกจากนี้นักลงทุนที่มีความต้องการร่วมลงทุนในธุรกิจ SME จะมีแนวความคิดในการลงทุนในกิจการที่ค่อนข้างจะนิ่งแล้วมากกว่าการเติบโตแบบหวือหวาในแบบของ Startup แม้ว่าผลตอบแทนที่จะได้รับย่อมน้อยกว่าการลงทุนในธุรกิจที่มี Growth สูง ที่อาจจะสร้างผลตอบแทนได้ถึงระดับเลขสามหลัก แต่เมื่อมีประเด็นเรื่องของความเสี่ยงเข้ามา ธุรกิจเอสเอ็มอีอาจจะมีความผิดพลาดน้อยกว่าซึ่งต้องแลกมากับผลตอบแทนที่อาจจะน้อยกว่า Startup
               

     โดยสรุปคือการคำนวณแวลูเอชั่นแบบ SME จะอยู่บนพื้นฐานของปัจจุบันมากกว่าและจะไม่นำมูลค่าที่ยังไม่สามารถประเมินได้มาคำนวนเช่นเทคโนโลยี ซึ่งนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกิจการเหล่านี้ก็จะมีความคอนเซอร์เวทีพมากกว่า
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี



 

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่