ทำธุรกิจแบบไหนดีสุด! ก่อหนี้เพื่อขยายกิจการ VS ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ

TEXT : นเรศ เหล่าพรรณราย





Main Idea
 
 
     ข้อคิดการกู้เงินมาลงทุนหรือขยายธุรกิจ
 
 
  • ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงมาก จึงเป็นโอกาสให้นำมาขยายกิจการ
 
  • จะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าใจในธุรกิจ และพร้อมจะปล่อยเงินกู้ในวงเงินที่สูงขึ้นในอนาคต
 
  • การขยายธุรกิจด้วยตัวเองอย่างช้าๆ อาจเสียเปรียบคู่แข่งที่ใช้เครื่องมือทางการเงินมาขยายกิจการ
 
  • การเป็นหนี้ในระดับที่พอดี สร้างลาภอันประเสริฐได้ หากต้องการขยายกิจการในอนาคต
 


 
     ผู้ประกอบการ SME ที่กิจการยังสามารถเติบโตได้แม้ในภาวะที่เกิดวิกฤตเช่นในปัจจุบัน อาจจะได้รับข้อเสนอจากสถาบันการเงินให้ตัดสินใจกู้เงินมาลงทุนหรือขยายธุรกิจเพิ่มในเวลานี้ โดยได้ปัจจัยบวกมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมต่ำลง
               

     คำถามคือธุรกิจที่มีกระแสเงินสดดีอยู่แล้วและมีฐานเงินทุนที่มากพอ มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารให้เป็นภาระอีกหรือไม่??



               

     โบราณอาจมีคำกล่าวว่า “การไม่มีหนี้คือลาภอันประเสริฐ” แต่ในยุคปัจจุบันการเป็นหนี้ในระดับที่พอดีน่าจะสร้างลาภอันประเสริฐได้ในอนาคต หากต้องการจะขยายกิจการ
               

     ในยุคปัจจุบันเป็นการยากที่จะขยายกิจการโดยไม่มีการใช้เครื่องมือทางการเงินหรือการระดมทุน ในขณะที่กิจการของเรายังสามารถขยายไปได้ด้วยตัวเองอย่างช้าๆ แต่อีกด้านหนึ่งกิจการคู่แข่งของเราอาจจะใช้เครื่องมือทางการเงินมาใช้ขยายกิจการจนสามารถขึ้นมาเทียบเคียงหรือแซงหน้าไปได้
               

     นอกจากนี้การเริ่มต้นกู้เงินคือการทำให้สถาบันการเงินทำความรู้จักกับกิจการของเรา ตั้งแต่ประเภทธุรกิจ กระแสเงินเข้าออกในแต่ละเดือน เพื่อที่เวลาเราต้องการจะกู้เงินมาขยายธุรกิจในวงเงินที่ใหญ่ขึ้น หรือการจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต สถาบันการเงินจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำความรู้จักกิจการของเรามากนัก



                

     หากเรากังวลว่าการกู้เงินจะทำให้เป็นภาระในอนาคตอาจจะเริ่มต้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์การเงินที่ไม่ก่อให้เกิดหนี้สินผูกพันระยะยาว เช่น วงเงินเบิกเกินวงเงิน (O/D) เพื่อรองรับการทำธุรกรรมในวงเงินที่สูงขึ้นและจะเป็นเพียงหนี้สินในระยะสั้นเท่านั้น


     อีกทางหนึ่งคือการจำกัดระดับหนี้ไม่ให้สูงจนเกินไปเช่นหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ไม่เกิน 1:2 เท่า หรืออาจเจรจาต่อรองกับสถาบันการเงินในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตายตัวเอาไว้ในกรณีที่ดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวขึ้นเป็นต้น เพียงเท่านี้ก็ไม่ทำให้หนี้ที่สร้างเป็นภาระให้เราในอนาคต



               

     กรณีที่กิจการของเราไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใดๆ เพื่อการขยายกิจการ อีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือการกู้เงินเพื่อที่จะซื้อกิจการหรือทรัพย์สินอื่น หรือเทคโอเวอร์เพื่อให้ได้มีความเป็นเจ้าของในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ประกอบการบางรายอาจจะไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้หรือบางทรัพย์สิน อย่างเช่น ที่ดิน ตึกอาคาร อาจมีราคาปรับตัวลดลง นี่คือโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อได้เป็นเจ้าของในต้นทุนที่ต่ำ
               

     อนาคตเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นสินทรัพย์ที่เราเข้าไปถือในต้นทุนต่ำจะมีราคาสูงขึ้นจะส่งผลต่อค่า Good Will ของกิจการของเราสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาเงินกู้ของสถาบันการเงินในอนาคต



               

     บทสรุปคือในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงมากนัก นี่เป็นโอกาสในการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาใช้ขยายกิจการซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าใจในธุรกิจของเรา และพร้อมจะปล่อยเงินกู้ในวงเงินที่สูงขึ้นในอนาคต หากเราถึงเวลาต้องขยายกิจการจริงๆ







 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร