​ผิดแค่ไหนถ้าใช้สำเนาบัตรผู้อื่นรับค่าจ้าง

 




เรื่อง  อชิระ ประดับกุล
        
    เคยเกิดเป็นข่าวครึกโครมกันมาแล้ว สำหรับดาราสาวชื่อดัง กรณีนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้อื่นมารับค่าจ้าง จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเธอเองหรือความบกพร่องของสำนักงานบัญชี ตามที่เธอแถลงข่าวนั้นก็ตาม ก็ทำให้ดาราท่านอื่นๆ ถึงกับเสียวสันหลังวาบเพราะท้ายที่สุดแล้วอาจโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ในที่สุดเป็นรายๆ ไป  

    นักแสดงส่วนใหญ่ที่ไม่อยากเสียภาษีตอนสิ้นปี หรือเสียให้น้อยที่สุดก็จะหาวิธีกระจายฐานภาษี ด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดตั้งคณะบุคคล, ห้างหุ้นส่วน (จำกัด) หรือบริษัท จำกัด เป็นต้น หรือหากไม่จัดตั้งลักษณะดังกล่าวก็ต้องหาสำเนาบัตรประชาชนใครสักคนที่แน่ใจได้ว่าจะไม่มีรายได้และไม่จำเป็นต้องยื่นเสียภาษีในปีนั้นๆ มารับเงินค่าตัวแทนตัวเอง!

    เรื่องลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้วล่ะครับ จะด้วยคำแนะนำจากสำนักงานบัญชีที่อยากได้ลูกค้าเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงจึงพยายามหาวิธีการให้นักแสดงเหล่านั้นเสียภาษีน้อยที่สุดก็ตาม, จากคำแนะนำของเพื่อนนักแสดงด้วยกัน หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และแม้กระทั่งในทางธุรกิจอื่นๆ เองก็มีการปฎิบัติกรณีดังกล่าวเช่นกัน

    กรณีที่ธุรกิจทั่วไปนำเรื่องลักษณะดังกล่าวมาปฏิบัติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนั่น เช่น กรณีต้องการบันทึก ค่าใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้กำไรสุทธิของกิจการมียอดต่ำๆ จนทำให้เสียภาษีได้ในจำนวนที่น้อยที่สุดหรือไม่เสียเลย 

    หากมีค่าใช้จ่ายมากจนเกิดผลขาดทุน ค่าใช้จ่ายลักษณะดังกล่าวมักจะเป็นกรณีที่ผู้รับเป็นบุคลธรรมดา เช่น กรณี ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา, หรือค่าบริการ เป็นต้น ซึ่งแท้จริงแล้วอาจไม่มีการจ่ายเงินแต่แสร้งทำเสมือนว่ามีการจ่ายโดยการแนบสำเนาบัตรประชาชนของใครสักคนที่มีการเซ็นรับเงินเรียบร้อยนำมาแนบเอกสารในการจัดทำบัญชี 

    จากนั้น นำเงินได้ดังกล่าวที่ไม่มีการจ่ายจริงมาคำนวณ ภาษี หัก ณ ที่ จ่าย ในอัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ค่าใช้จ่ายนั้นๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับการเสียภาษีเงินได้สิ้นปีที่อัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่าต่ำมาก

 
ตัวอย่าง
ขั้นที่ 1   หากกิจการมีการบันทึก ค่าจ้าง 100,000   บาท (ไม่มีการจ่ายจริงแต่มีการแนบเอกสำเนาบัตรประชาชนที่มี
ลายเซ็นผู้รับเงินเรียบร้อยประกอบการบันทึกบัญชี)

ขั้นที่ 2   จากนั้นนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3 เปอร์เซ็นต์   = 100,000 x 3% = 3,000 บาท

ขั้นที่ 3   ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีการจ่ายจริงดังกล่าวเมื่อมีการปิดบัญชีตอนสิ้นปีจะช่วยให้กำไรสุทธิของกิจการลดลงได้ถึง 100,000 บาท

หรือไม่ต้องเสียภาษีเท่ากับจำนวนเงิน  100,000 x 30% = 30,000 บาท

ผลที่ได้   ประหยัดภาษีไปถึง 30,000 – 3,000 = 27,000 บาท

หมายเหตุ 

    หากแต่การกระทำลักษณะดังกล่าวมักจะนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่ไม่มีเงินได้หรือมีฐานเงินได้ต่ำจนไม่ถึงขั้นที่ต้องเสียภาษีในปีดังกล่าว เช่น สำเนาบัตรประชาชนของพ่อบ้าน, แม่บ้าน หรือผู้ที่มีอายุมาก
    
    เชื่อว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวยังคงมีอยู่ในหลายธุรกิจ แต่จะมากหรือน้อยก็เท่านั้น แต่หากโดนตรวจสอบพบการปฏิบัติเช่นว่านี้ กฏหมายที่เกี่ยวข้องก็เอาผิดได้อย่างไม่ต้องสงสัยเช่นกัน
 
     ตามประมวลรัษฎากร “มาตรา 37 ผู้ใด

(1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ

(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502เป็นต้นไป )”
 
    การวางแผนภาษีของธุรกิจของคุณอาจปรึกษาได้กับทางสำนักงานบัญชี หากคุณไม่มีความรู้ในขั้นตอนและกระบวนการ แต่ทั้งนี้ การวางแผนภาษีที่เกิดขึ้นจะต้องไม่ขัดกับข้อกฏหมายด้วยเช่นกัน ซึ่งก็มีหลายวิธีที่สามารถกระทำได้และไม่ผิดกฏหมาย ดังนั้นหากธุรกิจของคุณมีการวางแผนภาษีไว้แต่เนิ่นๆ 

    เจ้าของธุรกิจอย่างคุณควรมีส่วนรับทราบในการวางแผนภาษีดังกล่าวอย่างคร่าวๆว่ามีขั้นตอนอย่างไรและสอบถามถึงผู้ที่ให้คำแนะนำว่าขัดต่อกฏหมายข้อใดหรือไม่ เพราะหากมีการวางแผนภาษีด้วยวิธีการที่ขัดต่อกฎหมายและตรวจสอบพบได้โดยกรมสรรพากรในที่สุด คุณเองคงจะไม่สามารถ “โบ้ย” ความผิดไปให้สำนักงานบัญชี หรือ ผู้ที่ให้คำแนะนำในการวางแผนภาษี ว่าเป็นผู้จัดทำและ ตัวเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ได้

Crate by smethailandclub.com

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่