​ลงทุนอย่างไรดีในปี 2558





    ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ณ วันนี้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการส่งออก เนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ทั้งจีน และยุโรป ต่างก็มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หรือไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วตามที่คาดหวัง แต่เชื่อว่ายอดการส่งออกของไทย อาจจะสามารถชดเชยได้จากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯที่มีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดี รวมถึงการเปิดเสรี AEC ที่จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาค ASEAN ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกสามารถขยายตัวและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้ 

ความน่าสนใจของกองทุนรวมในปี 2558
    
    นับตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึง 10 ตุลาคม 2557 มูลค่าสินทรัพย์รวมของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมอยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1 แสนล้านบาทหรือ 23% จากต้นปี ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องถ้าเทียบกับปี 2556 ทั้งปี ที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 17% 

    เมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภท พบว่ากองทุนประเภท Fixed Term ยังคงเป็นที่นิยม และมีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องมากที่สุดกว่า 4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี กองทุนรวมต่างประเทศ ได้เพิ่มสัดส่วนในตลาดเข้ามามากขึ้น โดยกองทุนเปิดที่มีการลงทุนต่างประเทศ (ไม่รวมกองทุนทริกเกอร์) มีอัตราการเติบโตจาก 1.1 แสนล้านบาท มาสู่ระดับ 2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80%

   โดยสัดส่วนใหญ่มาจากกองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนผสมต่างประเทศ ซึ่งมียอดเงินใหม่รวมกันกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยภูมิภาคที่ได้รับความนิยมได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น  ขณะที่กองทุนที่ได้รับความนิยมลดลง ได้แก่กองทุนประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และน้ำมัน ที่มีผลตอบแทนลดลงในปีนี้ และทำให้ความสนใจของนักลงทุนปรับตัวลดลงด้วย

    สำหรับทิศทางการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวมในปี 2558 เชื่อว่าจะยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนตราสารหนี้ประเภท Fixed Term แม้จะยังคงเป็นกองทุนที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด แต่เชื่อว่าความนิยมอาจจะลดลง เนื่องจากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ที่เริ่มปรับตัวลดลงและมีแนวโน้มใกล้เคียงกับกองทุนตลาดเงิน หรือกองทุนเปิดตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ลงทุนหันไปถือกองตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้น 

    อย่างไรก็ดี กองทุนที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากผู้ลงทุนเริ่มมีความเข้าใจ และมีข้อมูลเรื่องการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และเห็นจากทิศทางตลาดในปัจจุบันแล้วว่ามีความผันผวนสูง ไม่ควรที่จะกระจุกการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ นับตั้งแต่ กลต. มีการกำหนดเกณฑ์การลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อย (Accredited Investor) โดยอนุญาตให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อนหรือความเสี่ยงมากขึ้น ก็ทำให้มีผลิตภัณฑ์สำหรับนักลงทุน AI เข้ามาในตลาดมากขึ้น เช่น กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า Investment Grade เป็นต้น 

แนะกลยุทธ์ ปรับสัดส่วนการลงทุน 

    สำหรับปี 2557 คาดการณ์ว่าสินทรัพย์ประเภทหุ้น จะยังคงมีผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าตราสารหนี้ เนื่องจากหลังธนาคารกลางสหรัฐฯสิ้นสุดการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการ QE ในปีนี้แล้ว น่าจะเริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้มีความน่าสนใจลดลง ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2558 น่าจะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปี 2557 หุ้นจึงเป็นสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้ 

    โดยทั้งนี้ ภูมิภาคที่น่าจะให้ผลตอบแทนดี น่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจปัจจุบันอาจจะยังไม่ดีนัก แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีในปีหน้าเช่น ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่หากไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามคาด ก็จะทำให้มีความผันผวนมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยที่น่าจะขยายตัวได้ดี น่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นไทยด้วย โดยบลจ.กสิกรไทยมองเป้าหมายในปีหน้าที่ดัชนีระดับ 1,750 จุด สำหรับสหรัฐอเมริกาเอง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะยังคงมีแนวโน้มที่ดีแต่ระดับราคาในช่วงที่ผ่านมาปรับขึ้นไปค่อนข้างมาก จึงอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน

    ด้านตราสารหนี้ แม้ผลตอบแทนอาจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่าหุ้น แต่ก็จำเป็นที่ต้องมีไว้ในพอร์ทการลงทุน เพราะตราสารหนี้จะมีความผันผวนต่ำกว่า และช่วยให้พอร์ทการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงได้ดี ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ แม้จะยังมีแนวโน้มราคาที่ไม่น่าสดใสนัก เนื่องจากการปรับลดมาตรการ QE จะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งและกดดันราคาทองคำ รวมถึงน้ำมัน ที่แรงกดดันด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายเนื่องจากสหรัฐฯจะพึ่งการขุดเจาะน้ำมันน้อยลงและหันมาใช้น้ำมันจากหินน้ำมันมากขึ้น และเป็นปัจจัยที่ส่งผลลบต่อราคาน้ำมัน แต่ก็เป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นต้องมีเพื่อช่วยให้พอร์ทการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ

    สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง จึงแนะนำแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็นหุ้น 50% ตราสารหนี้ 40% และสินค้าโภคภัณฑ์ 10%

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักที่สำคัญ คือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภูมิภาคยุโรป ญี่ปุ่น และจีน โดยยุโรปในช่วงที่ผ่านมา มีการฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ธนาคารกลางยุโรปต้องออกมาตรการต่างๆเพิ่มเติม ขณะที่ญี่ปุ่นเอง หลังจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในไตรมาส 2 ของปี 2557 ก็ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุดลงไปสักพักหนึ่ง รวมไปถึงจีน ที่มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เหล่านี้ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจจะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนเหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงตุลาคมที่ผ่านมา

    อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตามองคือ นโยบายของธนาคารกลางต่างๆทั่วโลก โดยหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯยกเลิกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินตามโครงการ QE แล้ว และคาดว่าเม็ดเงินหรือสภาพคล่องจะถูกดูดจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับไปยังสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตามองว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่อย่างไร 

    ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งยังคงดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอยู่ จะมีเม็ดเงินที่เพียงพอที่จะชดเชยเม็ดเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯที่จะหายไปหรือไม่ ซึ่งหากไม่เพียงพอและทำให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง ก็จะส่งผลลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยง และความผันผวนในการลงทุน

ที่มา วารสาร K SME Inspired เล่มเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2557

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร