ดอกเบี้ย...ไม่ใช่ยารักษาทุกโรค

 

                                
เรื่อง     อมรเทพ จาวะลา 
    ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

    เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบได้กับคนไข้ที่กำลังป่วย มีปัญหาหลายโรครุมเร้า ทำให้ GDP แทบไม่โตในไตรมาสที่หนึ่ง หมอเศรษฐกิจเราแม้เก่ง วินิจฉัยโรคได้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยป่วยจากโรคหนี้ครัวเรือนสูง การลงทุนล่าช้า การส่งออกหดตัว และอีกสารพัดโรค แต่หมอของเรากลับให้ยาเพียงตัวเดียว คือการลดดอกเบี้ยเพื่อหวังลดต้นทุนการลงทุนและการบริโภค รวมทั้งหวังผลให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นการส่งออก 

    แม้การลดดอกเบี้ย 2 ครั้งที่ผ่านมาจะมีผลให้บาทอ่อนค่าบ้าง แต่ยังไม่พลิกให้การส่งออกเดือนเมษายนกลับมาเป็นบวกได้ อีกทั้งตัวเลขการลงทุน การบริโภคที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานในวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ยังไม่ฟื้น และหากเงินเฟ้อของเดือนพฤษภาคมติดลบอีก ก็จะมีคำถามกลับเข้ามาว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือยัง 

    แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จะยังคงตอบว่าไม่ฝืด แต่คงพอจะเสียงอ่อนลงบ้าง เพราะรู้ดีว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นจากรายได้ที่แน่นิ่ง แล้วแรงกดดันในการแก้ปัญหาหรือโรคทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ก็คงกลับมาหาหมอคนเดิม ที่แม้เข้าใจทุกปัญหาทุกโรค แต่ก็คงจะจ่ายยาตัวเดิมให้ไปรักษา นั่นคือการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในวันที่ 10 มิถุนายน หรือก็หนีไม่พ้นรอบถัดไป

    แต่หมอของเราอาจลืมไปว่าคนไข้ที่ป่วยมานาน ให้ยามาหลายครั้งก็ยังไม่หาย อาจมีความเสี่ยงที่จะดื้อยาหากใช้ยาตัวเดิมไปนานๆ ผลจากการดื้อยานี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอาการกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ซึ่งมีผลให้แม้ว่าลดดอกเบี้ยลงไป การบริโภคและการลงทุนก็ไม่เพิ่ม แม้ตอนนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นติดกับดักสภาพคล่อง แต่สัญญาณหลายๆ ตัวเริ่มมีให้เห็น 

    เช่น การที่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไม่ได้เติบโตมากนัก ทั้งในรูปสินเชื่อธุรกิจและการบริโภค แม้ดอกเบี้ยลดลง และยังไม่ต้องกล่าวถึงการที่ทางธนาคารพาณิชย์ลังเลและใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก แม้ทางกนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 29 เมษายนมานานก่อนหน้าก็ตาม 

    สุดท้ายแล้วประสิทธิผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบถัดไปจะมีมากน้อยเพียงไร ยาวิเศษนี้จะรักษาได้ทุกโรคหรือไม่คงต้องติดตามกัน แต่ที่แน่ๆ คนไข้ที่กำลังป่วยหนักกำลังต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน และกำลังร้องขอยาตัวใหม่ๆ ก่อนจะมีอาการข้างเคียงจากฤทธิ์ยา ที่ทำให้เกิดโรคฟองสบู่ได้ จากการที่คนขาดแรงจูงใจในการออม และเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากจนเกินไป เนื่องจากไม่สามารถอดทนต่อผลตอบแทนระดับต่ำจากดอกเบี้ยได้ 

    แต่ทว่า ยาตัวใหม่นี้อาจต้องสั่งโดยหมอคนอื่น คำถามที่มีคือ ทำไมคนไข้เศรษฐกิจที่ป่วยอยู่นี้กลับไม่เปลี่ยนหมอ ทำไมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ จึงยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้ง เรายังพบความเห็นที่หมอท่านอื่นๆ บอกให้หมอการเงินอย่าง ธปท. ไปใช้ยาลดดอกเบี้ยแต่อย่างเดียว 

    โรงพยาบาลนี้ยังมีหมอการคลัง และหมอเก่งๆ อีกมาก แต่อาจเข้าใจได้ถึงข้อจำกัดในการเร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ และการป้องกันและดูแลปัญหาการทุจริต ซึ่งอาจจะยังไม่พร้อมรักษาเศรษฐกิจไทยที่ป่วยอยู่ได้มากนัก แต่ก็นับเป็นเรื่องดีที่หมอการคลังและโรงพยาบาลนี้เลือกที่จะไม่ใช้ยาประชานิยมมากระตุ้นการบริโภค เพราะแม้จะเป็นการช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่อาจทำให้คนไข้ล้มฟุบลงมาใหม่ และป่วยหนักกว่าเดิมจากภาวะหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้น 

    สุดท้ายเราคงต้องรอให้หมอท่านอื่นๆ เร่งเข้ามาช่วย เพราะหมอการเงินอย่างธปท. คงเหลือยาอีกไม่กี่เม็ด อัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้ถึงระดับต่ำที่สุดที่ 1.25% แล้ว คงช่วยประคองคนไข้ได้อีกไม่นาน แต่ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจไทยที่ป่วยอยู่นี้จะทนได้นานสักเท่าไร ก่อนจะล้มทรุดตัวลง หรือคงต้องกลับไปบอกหมอธปท. ให้ช่วยจ่ายยาใหม่ที่ไม่ใช่การลดดอกเบี้ย แต่จะเป็นอะไรนั้น คนไข้ต้องไปถามหมอเองครับ

 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร