ชวน SME มาเช็กลิสต์! การเงินส่งท้ายปี อย่ามัวแต่มองธุรกิจ ให้มองดูกระเป๋าสตางค์ตัวเองด้วย

TEXT : กองบรรณาธิการ

 

     ในแต่ละปีเรายังมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุภาพประจำปี ก็แล้วทำไมสำหรับการเงินจะไม่ จึงอยากชวนผู้ประกอบการมาเช็กลิสต์ตัวเองกันก่อนเริ่มต้นศักราชใหม่ทั้งการเงินส่วนบุคคลและธุรกิจ มีอะไรบ้างลองไปดูกันเลย

สะสมความมั่งคั่งได้ดีแค่ไหน

     หาเงินมาได้เยอะก็จริงอยู่ แต่เคยลองคิดไหมว่าจริงๆ แล้วในแต่ละเดือนเราอาจเอาเงินที่หามาได้ให้กับคนอื่นไปหมดหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นชำระหนี้แบงก์ จ่ายภาษี ค่าประกัน ช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า หรือภาระรับผิดชอบส่วนตัว แล้วสุดท้ายเราเหลือให้ตัวเองอยู่เท่าไหร่ ซึ่งหากจะให้ดีในแต่ละเดือนเราควรมีเงินออมและเงินลงทุนเหลือเก็บให้ตัวเองอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เข้ามา โดยมีสูตรคำนวณดังนี้

     (เงินออม+เงินลงทุน) ÷ (รายรับ/รายได้ต่อเดือน) × 100

     ตัวอย่างเช่น

     (1,000 + 4,000) ÷ (35,000 + 5,000) × 100 = 12.5 %

     จากตัวอย่างแสดงว่าเรามีการสะสมความมั่งคั่งต่อเดือนได้ดีทีเดียว

มีหนี้เกินตัวหรือเปล่า

     หลายคนหาเงินมาได้เยอะ แต่ก็มีหนี้ตามมาเยอะเช่นกัน ดังนั้นจริงๆ แล้วในแต่ละเดือนเราควรจ่ายชำระหนี้หรือสร้างหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เรามีหนี้เยอะเกินตัวอยู่หรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วจากร้อยเปอร์เซ็นต์ที่หามาได้ เราไม่ควรมีหนี้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของรายได้ นี่คือ กรณีที่มีภาระหนัก เช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน แต่หากเป็นหนี้ในการบริโภคทั่วไป 15 - 30 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเยอะเกินไปแล้ว โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

     รวมรายจ่ายหนี้ ÷ รายรับ × 100

     ตัวอย่างเช่น

     (4,000+5,000) ÷ (30,000) × 100 = 30 %

แสดงว่าเรามีภาระหนี้อยู่ในระดับปานกลาง ยังสามารถบริหารจัดการได้

ถ้าไม่มีรายได้ จะมีเงินใช้ไปอีกนานแค่ไหน

     เงินส่วนนี้เรียกอีกชื่อว่าอัตราส่วนเงินสำรอง (เผื่อฉุกเฉิน) เพื่อดูว่าเรามีความพร้อมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ซึ่งเราควรจจะมีเงินสำรองเอาไว้อย่างน้อย 3 - 6 เดือนหรือหกเท่าของค่าใช้จ่าย โดยมีสูตรคำนวณดังนี้

     ทรัพย์สินสภาพคล่อง (เงินฝาก กองทุนรวม ตราสารหนี้ ทองคำ) ÷ รายจ่ายรวมต่อเดือน

     ตัวอย่างเช่น

     (30,000 + 100,000 + 200,000) ÷ 33,000 = 10 (เดือน)

     ถ้าเป็นแบบนี้อาจถือว่าเยอะไปหน่อย คือ เก็บเยอะเกินไป โดยไม่ได้เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น อาจต้องลองขยับขยายไปลงทุนอื่นๆ บ้าง

โดยทรัพย์สินที่เหมาะกับการเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีสภาพคล่อง พร้อมเบิกถอน หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีที่มีความจำเป็น
  • มีความผันผวนต่ำ ไม่เสี่ยงต่อการสูญหายเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้

     ตัวอย่างทรัพย์สินสภาพคล่อง ได้แก่ เงินสด, เงินฝากสถาบันการเงินทั้งฝากประจำและฝากออมทรัพย์, เงินฝากสหกรณ์, กองทุนรวมตลาดเงิน, กองทุนรวมตราสารหนี้, สลากออมทรัพย์, ทองคำ เป็นต้น โดยในที่นี้การลงทุนในหุ้นต่างๆ ไม่ควรนับมารวมด้วย เนื่องจากอาจมีความผันผวนไม่คงที่

ในแต่ละปีเรารวยขึ้น หรือจนลง

     โดยสามารถวัดได้จากความมั่งคั่งสุทธิ หรือทรัพย์สินสุทธิ นั่นเอง ซึ่งก็คือ ทรัพย์สินที่ปลอดภาระหนี้คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ในตลอดระยะเวลาของการสร้างรายได้ เพื่อวัดดูว่าจริงๆ แล้วเราสะสมอะไรมากกว่ากันระหว่าง “ทรัพย์สิน” กับ “หนี้สิน” เช่น บางครั้งเราอาจเห็นเพื่อนซื้อบ้านหลังละ 15 ล้าน อย่าเพิ่งตกใจคิดว่าเขามีสินทรัพย์เยอะ จริงๆ แล้วอาจกู้แบงก์มา 12 ล้านก็ได้ เทียบกับบางคนซื้อบ้าน 5 ล้าน แต่จ่ายสด คนซื้อบ้านหลังละ 5 ล้านย่อมมีภาษีดีกว่า โดยมีสูตตคำนวณดังนี้

     ทรัพย์สิน - หนี้สินที่อยู่ในชื่อเราทั้งหมด = ความมั่งคั่งสุทธิ

     *โดยความมั่งคั่งสุทธิควรเป็นบวกและเพิ่มขึ้นทุกปีจากการสะสม

     ตัวอย่างเช่น

     (5,000,000) – (3,000,000) = 2,000,000 บาท

     สรุปจบท้ายให้ฟังกันอีกรอบ หากอยากมีสภาพคล่องการเงินที่ดีให้จำง่ายๆ คือ การออมการลงทุนควรมีเกิน 10 เปอร์เซ็นต์, อัตราส่วนชำระหนี้จากรายได้ไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์, เงินสำรองควรมีมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน และความมั่งคั่งสุทธิควรเป็นบวกนั่นเอง

ที่มา : FWD

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่