ความเหมาะสมในการใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ




 



 
เรื่อง    สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
           สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    1. บทนำ

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด “วินัยการคลัง” โดยห้ามการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เว้นแต่เพื่อจัดสรรให้องค์กรบริหารท้องถิ่นหรือพรรคการเมือง ทั้งนี้ หากมีกฎหมายในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว ให้ยกเลิกภายใน 3 ปี  

    บทบัญญัติดังกล่าวของร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ตั้งขึ้นแล้วในปัจจุบัน 3 แห่ง คือ สสส. ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตเหล้าและบุหรี่  โดย 3 หน่วยงานมีรายได้รวมกันต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด จึงไม่น่าจะสามารถสร้างความเสี่ยงต่อ “วินัยทางการคลัง” ของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ จนต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกใน 3 ปี และน้อยกว่า “งบกลาง” มหาศาล ซึ่งอยู่ภายใต้ดุลพินิจของรัฐบาลและเสี่ยงต่อการเสียวินัยทางการคลังมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงภาษีเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และรวมถึง “ค่าธรรมเนียมเฉพาะ” ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มีผลเสมือนเป็นภาษีเฉพาะอย่างหนึ่งด้วยแล้ว ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีก เช่น กสทช. ตลอดจนหน่วยงานที่ได้รับเงินจากกองทุนจาก กสทช. เช่น กองทุนเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ วงเงินที่เกี่ยวข้องก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากจนอาจมีนัยสำคัญต่อวินัยทางการคลังได้

    บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งจะขอเรียกรวมกันสั้นๆ ว่า “ภาษีเฉพาะ” (earmarked tax) โดยจะพิจารณาข้อดีและข้อเสียของภาษีดังกล่าว ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการใช้ภาษีดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ และไม่สร้างความเสียหายต่อวินัยการคลัง โดยใช้ประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายที่มีการจัดเก็บภาษีเฉพาะ 2 ฉบับคือ กฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสและกฎหมาย กสทช.

2. ความเหมาะสมของภาษีเฉพาะ

    หากออกแบบอย่างเหมาะสม ภาษีเฉพาะจะมีข้อดีหลายประการ เช่น  ทำให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้เงินสาธารณะ เนื่องจากประชาชนจะทราบต้นทุนของการมีหน่วยงานที่ใช้ภาษีดังกล่าว เช่น ทราบว่า ไทยพีบีเอสมีรายได้จากภาษีดังกล่าวปีละ 2 พันล้านบาท ในขณะที่ไม่ทราบว่าหน่วยงานอื่นของรัฐมีงบประมาณเท่าใด ภาษีเฉพาะยังสร้างหลักประกันแก่หน่วยงานที่ต้องมีความเป็นอิสระให้ได้รับทรัพยากรที่เพียงพอโดยไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เช่น หลายประเทศใช้ภาษีเฉพาะที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียม”  (license fee) ในการอุดหนุน “สื่อสาธารณะ” ที่ต้องปลอดจากการแทรกแซงของรัฐและกลุ่มผลประโยชน์   ในขณะที่หลายประเทศเช่น ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ โปรตุเกส จัดเก็บภาษีเฉพาะให้แก่หน่วยงานด้านสุขภาพ ซึ่งต้องรณรงค์ต่อสู้กับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ  

    ร่างรัฐธรรมนูญยังคงอนุญาตให้ใช้ภาษีเฉพาะกับองค์กรบริหารท้องถิ่นหรือพรรคการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ต้องการให้องค์กรทั้งสองกลุ่มมีความเป็นอิสระ โดยองค์กรบริหารท้องถิ่นควรเป็นอิสระอย่างเพียงพอ โดยไม่ถูกรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยครอบงำ ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ควรได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างเป็นธรรมโดยไม่ถูกรัฐบาลกีดกัน 

    อย่างไรก็ตาม ภาษีเฉพาะมีข้อเสียคือ ทำให้การใช้เงินของรัฐขาดความยืดหยุ่น เพราะไม่สามารถใช้ข้ามหน่วยงานได้ และการใช้เงินดังกล่าวไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในแต่ละปี นอกจากการพิจารณาวัตถุประสงค์การใช้เงินโดยรวมเมื่อครั้งออกกฎหมาย  

    การมีภาษีเฉพาะจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การใช้ภาษีดังกล่าวจึงควรทำอย่างระมัดระวังโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้  หนึ่ง ไม่ใช้ในวงกว้างจนกลายเป็นหลักการทั่วไป แต่ควรใช้เฉพาะกับองค์กรที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระ  สอง ควรกำหนดวัตถุประสงค์การใช้ที่ชัดเจนและเพดานรายได้ซึ่งไม่มากเกินไป และ สาม ต้องมีกลไกในการตรวจสอบและประเมินผลการใช้เงินในภายหลัง (post audit) ที่รัดกุม

    เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จะเห็นว่า ในด้านความจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระขององค์กรนั้น สสส. ไทยพีบีเอส และกสทช. สอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าวเพราะล้วนเป็นหน่วยงานที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระจากการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ทั้งสิ้น แต่กองทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและกองทุนพัฒนากีฬา เป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้หน่วยราชการคือ กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งการเมืองสามารถแทรกแซงได้โดยง่าย จึงอาจเกิดปัญหาในการใช้เงินกองทุนดังกล่าวอย่างโปร่งใส

    ในด้านของรายได้ มีเพียงไทยพีบีเอส และกองทุนเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้นที่มีเพดานกำกับไว้ แต่เพดานรายได้ของกองทุนเศรษฐกิจดิจิทัลสูงถึง 5 พันล้านบาทต่อปีในขณะที่มีวัตถุประสงค์การใช้กว้างมาก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา ส่วนกองทุนอื่นๆ ที่เหลือไม่มีเพดานของรายได้กำกับไว้  อย่างไรก็ตาม เพดานรายได้ของไทยพีบีเอสจะเป็นปัญหาในอนาคตเพราะถูกกำหนดไว้ตายตัว ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบของเงินเฟ้อ

    ในด้านของการตรวจสอบ หน่วยงานต่างๆ ที่ใช้ภาษีเฉพาะทั้งหลายต่างถูกตรวจสอบการใช้เงินว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่โดยสตง.  เท่าที่ผู้เขียนทราบ ยังไม่เคยพบว่า สสส.และไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบว่ามีการทุจริต  ส่วน กสทช. เคยเป็นข่าวใหญ่จากการที่ถูก สตง. ตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้เงิน 
 
    นอกจากนี้ สสส. ไทยพีบีเอสและ กสทช. ต่างมีกลไกการประเมินผลที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย ในขณะที่ กองทุนพัฒนากีฬาและกองทุนเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีกลไกในการประเมินผลของกองทุนในกฎหมายเลย

3. สรุปและข้อเสนอแนะ

    จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า มีความเหมาะสมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีบทบัญญัติในการควบคุมการออกกฎหมายภาษีเฉพาะ เพื่อกำหนดกรอบในการตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อรักษาวินัยการคลังในอนาคต  อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติในปัจจุบันของร่างรัฐธรรมนูญยังมีปัญหามาก เพราะไปยกเลิกกองทุนที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระ และห้ามจัดเก็บภาษีเฉพาะโดยเด็ดขาด ซึ่งทำให้ประเทศขาดโอกาสในการใช้เครื่องมือทางการคลังที่สำคัญไป ในขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความรัดกุมพอ เพราะไม่ครอบคลุมถึงกองทุนที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขดังนี้  

    1. ให้กองทุนที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระคือ สสส. และไทยพีบีเอส คงอยู่ได้ต่อไป และจำกัดการใช้ภาษีเฉพาะให้ทำได้เฉพาะกรณีที่กองทุนจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนเท่านั้น โดยห้ามใช้กับหน่วยงานราชการโดยปรกติ

    2. เพิ่มข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีเฉพาะรวมถึง “ค่าธรรมเนียมเฉพาะ” ด้วย เพราะมีผลในลักษณะเดียวกัน

    3. กำหนดให้การจัดตั้งกองทุนที่มีรายได้จากภาษีเฉพาะในอนาคต ต้องใช้เสียงเกินกว่าเสียงข้างมากตามปรกติ (supermajority) เช่น 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะทำได้เฉพาะในกรณีที่สังคมเห็นถึงความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

    4. จำกัดขอบเขตวัตถุประสงค์ในการใช้เงินกองทุนให้ชัดเจนและจำกัดเพดานรายได้ไม่ให้สูงเกินไป แต่ปรับได้โดยอัตโนมัติตามอัตราเงินเฟ้อ

    5. วางกลไกการตรวจสอบ และประเมินผลกองทุนต่างๆ ด้วยมาตรฐานที่สูง โดยอย่างน้อยไม่ต่ำกว่ากฎหมายของ สสส. หรือไทยพีบีเอส ซึ่งกำหนดให้มีการประเมินโดยอิสระและรายงานต่อรัฐสภาทุกปี 

www.smethailandclub.com : แหล่งข้อมูล เพื่อผู้ประกอบการ SME

 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร