เงินออมน้อยก็ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้




เรื่อง กองบรรณาธิการ

    เมื่อเอ่ยถึงช่องทางการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผู้มีเงินออมในบ้านเราส่วนใหญ่จะคิดถึงการลงทุนโดยตรงในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ทั้งที่ดินเปล่า บ้านที่อยู่อาศัย และคอนโดมิเนียม เป็นต้น  ซึ่งทำให้ผู้ออมรายย่อยที่เบี้ยน้อยอาจร้องยี้ว่า เป็นการลงทุนที่เกินกำลังทรัพย์ เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

    แต่จริงๆ แล้ว ผู้ออมรายย่อยที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถลงทุนได้ โดยใช้เงินลงทุนไม่มาก นั่นคือ ‘การลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์’ ซึ่งปัจจุบันมีสินทรัพย์ให้เลือกหลากหลาย โดยมีทั้งอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หอพัก บ้านที่อยู่อาศัย สนามบิน เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ โรงแรม และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

    ทีนี้มารู้จักกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กัน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้วในต่างประเทศ แต่อาจใช้ชื่อเรียกที่ต่างออกไปจากชื่อที่ใช้เรียกในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะใช้ชื่อว่า Real Estate Investment Trusts หรือ REITs เป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนมากประเภทหนึ่ง สำหรับประเทศไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพิ่งจะได้รับความนิยมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ 

    สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จัดเป็นกองทุนปิดประเภทหนึ่งที่ระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงแรม ศูนย์การค้า คอนโดมีเนียม เป็นต้น โดยกองทุนรวมจะได้รับรายได้ในรูปของค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ แล้วนำมาจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผล

    การจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น นอกจากบริษัทจัดการ ซึ่งนั่นก็คือ บลจ. จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์เช่นเดียวกับกองทุนรวมประเภทอื่นๆแล้ว ยังต้องจัดให้มีผู้ทำหน้าที่ประเมินค่าทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.) เป็นประจำทุก 2 ปี และทำการสอบทานทุกปี เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ส่วนการบริหารอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลพื้นที่และการเก็บค่าเช่านั้น บริษัทจัดการสามารถว่าจ้างมืออาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์มาบริหารจัดการแทนได้

    การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีไม่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่นๆ แต่ตัวกองทุนเองได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยกองทุนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน ซึ่งหากนิติบุคคลลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 

    ส่วนมาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลประกาศใช้ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ ค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ และภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.1 เปอร์เซ็นต์นั้น หากกองทุนมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเหล่านี้ก็จะเป็นผลให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลง และได้รับผลกำไรมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะเป็นผลประโยชน์ของผู้ลงทุนนั่นเอง

    ข้อดีของกองทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนนั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินลงทุนในจำนวนที่ไม่มากแต่สามารถลงทุนในทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ ต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงที่ต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่ ถ้ากองทุนมีการกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลายประเภท และอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นมีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงงาน เป็นต้น จะสามารถลดความผันผวนของรายได้ของกองทุนนั้นๆ 

    กล่าวคือ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์หนึ่งมีรายได้ลดลง แต่อสังหาริมทรัพย์ในอีกธุรกิจหนึ่งอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยลดความผันผวนของอัตราผลตอบแทน 

    นอกจากนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยังมีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพราะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทุกกองที่ตั้งขึ้นในประเทศต้องจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้เมื่อต้องการ และโดยส่วนใหญ่มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์จะมีการปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มีข้อควรพิจารณาเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าหรือสัญญาเช่า (Leasehold) มูลค่าของหน่วยลงทุนจะค่อยๆ ลดลงเมื่อระยะเวลาของสัญญาเช่าลดน้อยลง และจะลดลงเหลือศูนย์ ณ วันสิ้นสุดโครงการ หรือหมดมูลค่าในวันสุดท้ายของสัญญาเช่านั่นเอง ผู้ถือหน่วยจึงมีโอกาสจะได้รับเงินปันผลเฉพาะในช่วงเวลาที่กองทุนสามารถหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ตามสัญญาเช่าเท่านั้น 

    นอกจากนี้ ราคาของหน่วยลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างที่มีการลงทุน ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์นั้นๆ ว่าสามารถบริหารจัดการกระแสเงินที่ได้รับจากค่าเช่าได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

    มาถึงบรรทัดนี้ ผู้ออมที่มีกำลังเงินน้อย แต่อยากกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ จะเห็นว่า ท่านมีทางออกแล้ว นั่นคือ การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  แต่ขอให้ท่องไว้ให้ขึ้นใจดังวรรคทองที่ว่า 

    การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน…!!!        

Create by smethailandclub.com : แหล่งรวมข้อมูล เพื่อผู้ประกอบการ SME
         

RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่