การชำระบัญชีของกิจการที่หยุดดำเนินงาน






เรื่อง : อชิระ ประดับกุล
misterachira@hotmail.com

    

    การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทสมัยนี้ทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น หากเป็นบริษัท สมัยก่อนต้องมีผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมก่อการอย่างน้อยถึง 7 คน และใช้เวลาอีกหลายวันในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แต่สมัยนี้รูปแบบการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีการปรับเปลี่ยนให้รวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเงื่อนไขในการจัดตั้ง ทำให้ปัจจุบันสามารถจัดตั้งบริษัทได้ แม้มีผู้ร่วมก่อการหรือผู้ถือหุ้นเพียง 3 คน และหากเอกสารครบถ้วนก็สามารถจัดตั้งบริษัทเบ็ดเสร็จได้ภายใน 1 วัน รวดเร็วทันใจดีจริงๆ

    จะว่าไปแล้วก็ถือว่าเป็นผลดีในแง่ของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดตั้งที่ใช้เวลาน้อยลงและจัดตั้งบริษัทได้ง่ายกว่าเดิม แต่ในทางตรงกันข้ามการจัดตั้งบริษัทที่ง่ายขึ้นเช่นนี้ ก็อาจส่งผลในทางลบได้หากผู้จัดตั้งหรือผู้ถือหุ้นเหล่านั้นไม่ได้ศึกษาหรือเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับมือว่ามีหน้าทีอันใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบหลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว

    เมื่อบริษัทถูกจัดตั้งขึ้นจึงถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย ก็จะมีหน้าที่ในการยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละ 2 ครั้ง และหากคาดว่ากิจการอาจมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ยังจะต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่สรรพากรเขตอีกด้วย นอกจากนี้ต้องทำการยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปีละ 1 ครั้ง นั่นหมายถึง ต้องมีการจัดทำบัญชีและจัดทำงบการเงินของกิจการ โดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีได้แก่ กรรมการ หรือผู้มีอำนาจของบริษัทนั่นเอง

    แม้หากว่ากรรมการ/ผู้มีอำนาจ ไม่สามารถจัดทำบัญชีได้ จะด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตามก็ต้องจัดหา ‘ผู้ทำบัญชี’ มาแทนตัวให้ได้ เช่น อาจจะจ้างนักบัญชีอิสระ หรือจ้างสำนักงานบัญชีมาจัดทำก็ย่อมได้ เพื่อทำการบันทึก เก็บข้อมูลและจัดเตรียมงบการเงินที่ต้องนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรทุกสิ้นปี

    ที่กล่าวมาเมื่อครู่เป็นเพียงบางส่วนสำหรับหน้าที่ของนิติบุคคลที่ต้องทำหลังจากมีการจัดตั้งเกิดขึ้น นั่นหมายถึงเมื่อการจัดตั้งบริษัทกระทำได้โดยง่าย ผู้ประกอบการบางส่วนก็นึกอยากจะจัดตั้งบริษัทกันเป็นว่าเล่น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตามมา และอาจทำให้เกิดผลเสียหายแก่ตนเองโดยไม่รู้ตัว

    เช่น หากกิจการดำเนินงานได้เพียงปีเดียวและปรากฏว่า กรรมการที่ร่วมกันจัดตั้ง ไม่สามารถแบ่งผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินงาน หรือจะด้วยสาเหตุอื่นใดก็ตาม ที่ทำให้แต่ละคนไม่อยากร่วมงานกันอีกต่อไป จนต้องหยุดการดำเนินงานในนามบริษัทที่ร่วมกันจัดตั้งไปในที่สุดและไม่มีการกระทำการใดๆ อีก

    สำหรับปัญหาจากการหยุดการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าว คือพบว่า ผู้ประกอบการหลายรายไม่ทราบว่าจะต้องทำการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี ณ วันที่เลิกกิจการให้เรียบร้อย คิดแต่เพียงว่า เมื่อไม่อยากดำเนินงานต่อ ก็แค่ ‘หยุด’ นั่นคือ ไม่มีการยื่นงบการเงิน ไม่ชำระบัญชี ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ณ วันที่ เลิกกิจการ

    หากไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัท หรือชำระบัญชีให้เสร็จสิ้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กิจการจะต้องนำส่งงบการเงินจะยังคงถือว่ากิจการยังคงดำเนินไปอย่างปกติ แม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่มีความเคลื่อนไหวในการประกอบกิจการเลยก็ตามในปีถัดๆ มา

    นั่นหมายถึงหากกรรมการผู้จัดการที่ก่อตั้งบริษัทไม่ทำการชำระบัญชี/ภาษีให้เรียร้อย แต่ปล่อยทิ้งบริษัทไปเสียดื้อๆ ก็จะเท่ากับว่า ไม่มีการยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุกิจการค้า และยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกรมสรรพากร อาจป็นเหตุให้ได้รับโทษปรับตามมาในที่สุด ซึ่งก็มีอัตราแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามิได้นำส่งงบการเงินมาแล้วนานกี่เดือน และอาจมีโทษอาจติดคุกได้หากเพิกเฉย!

            ฉะนั้นหากผู้ประกอบการตัดสินใจแล้วว่า จะไม่ประกอบการใดๆ อีกต่อไปในนามบริษัทที่ได้ร่วมกันจัดตั้งกับผู้ร่วมจัดตั้งท่านอื่นๆ ก็ต้องทำการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีให้เรียบร้อย และนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินการใดๆ อีกแล้วก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทราบว่า กิจการดังกล่าวได้หยุดการดำเนินงานแล้วอย่างเป็นทางการ และต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ วันเลิกกิจการให้เรียบร้อยต่อกรมสรรพากรด้วยเช่นกัน 

    หากคุณทำเพิกเฉย นิ่ง ไม่ไหวติง ต่อบริษัทที่คุณได้ร่วมกันจัดตั้งกับเพื่อนๆ เพราะเหตุว่า มิได้ทำการอันใดอีก  เชื่อผมเถอะครับว่า ไม่เกิน 2 เดือนหลังจากครบกำหนดการยื่นแบบแสดงรายการประจำปี (ส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงสิ้นเดือนพ.ค.) คุณอาจได้รับจดหมายแจ้งเตือนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ทำการยื่นงบการเงินให้ถูกต้อง และหากไม่ยื่นงบดังกล่าวอาจมีค่าปรับได้ในที่สุด และหากละเลย เพิกเฉย นานเกินกว่า 6 เดือน จากจดหมายแจ้งเตือนที่มาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเปลี่ยนเป็นหมายเรียกจากสถานีตำรวจ และหากยังเพิกเฉยอยู่อีกจากหมายเรียกจะเปลี่ยนเป็นหมายจับในที่สุด นี่ยังไม่รวมถึงค่าปรับที่อาจตามมาอีกเป็นพรวน ทั้งจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร เมื่อถึงตรงนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ…!!!

www.smethailandclub.com ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)


RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่