ตลาดหลักทรัพย์แหล่งเงินทุนระยะยาวที่ SME ไม่ควรมองข้าม







    หนึ่งในหนทางที่เราจะสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืน คือ ธุรกิจมีการบริหารจัดการที่ดี และมีเงินทุนหรือแหล่งเงินทุนที่ชัดเจนในระยะยาว การกู้เงินจากธนาคาร ถือเป็นแหล่งเงินทุนในระยะยาวช่องทางหนึ่ง แต่ถ้า SME ต้องการเติบโต ก้าวไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ช่องทางของแหล่งเงินทุนที่น่าสนใจอีกช่องทางหนึ่งก็คือ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ...อย่าเพิ่งตกใจไป การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากคุณเป็นคนที่ทำธุรกิจ มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง และมีเงินทุนระดับหนึ่ง การเข้าสู่ลาดหลักทรัพย์ เป็นไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 

    1. SET เป็นตลาดหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ ต้องมีทุนชำระแล้วหลัง IPO (Initial Public Offering) 300 ล้านบาทขึ้นไป
    
    การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ SET ได้ต้องดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมีผู้บริหารชุดเดียวกัน 1 ปี ก่อนเข้าตลาด มีกำไรสุทธิ 2-3 ปีล่าสุดก่อนยื่นรวมกันไม่น้อยกว่า 50 ล้าน หรือปีล่าสุดมีกำไรไม่น้อยกว่า 30 ล้าน และมีรายละเอียดปลีกย่อยเบื้องต้น ดังนี้

    - การกระจายหุ้น กำหนดผู้ถือหุ้นรายย่อย SET กำหนดไม่น้อยกว่า 1,000 ราย

    - อัตราส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาด SET ผู้ถือหุ้นรายย่อยถือไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ของทุนชำระแล้ว (ในกรณีที่ทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 3,000 ล้าน) แต่ถ้ามากกว่า 3,000 ล้าน ก็ถือได้ 20 เปอร์เซ็นต์ 

    2. MAI เป็นตลาดหลักทรัพย์ขนาดเล็ก ต้องมีทุนชำระแล้วหลัง IPO (Initial Public Offering) 20 ล้านบาทขึ้นไป

    การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI ต้องมีผลการดำเนินงานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 ปี มีผู้บริหารชุดเดียวกัน 1 ปี มีกำไรสุทธิก่อนยื่นเข้าเท่าไหร่ก็ได้ แค่ตั้งมา 1 ปีก็เข้าได้ขอแค่มีกำไร และมีรายละเอียดปลีกย่อยเบื้องต้น ดังนี้

    - การกระจายหุ้น กำหนดผู้ถือหุ้นรายย่อย MAI กำหนดไม่น้อยกว่า 300 ราย

    - อัตราส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาด MAI ผู้ถือหุ้นรายย่อยถือไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของทุนชำระแล้ว


 



    ประโยชน์ของการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทจะได้รับ คือ 

    1. เป็นประโยชน์ต่อบริษัท เพราะเป็นแหล่งเงินทุนในระยะยาว ถามว่าเราจะระดมทุนได้อย่างไร เมื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทก็สามารถออกตราสารต่างๆ ได้ ตั้งแต่หุ้นทุนเพื่อเพิ่มทุน หุ้นกู้แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์หรือขายหลักทรัพย์ (Warrant) และก็มีเอกสารทางการเงินมากมายที่ออกได้ 

    2. บริษัทมีความน่าเชื่อถือ เพราะหากคุณเข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ แปลว่าบริษัทของคุณได้รับการพิจารณาแล้วว่าบริษัทมีมาตรฐานระดับหนึ่ง

    3.ทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์-ชื่อเสียงที่ดี เช่น อยากส่งสินค้าออกนอกประเทศ (Export) ถ้าเราเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ค้าที่อยู่ต่างประเทศก็จะมีความเชื่อมั่น เพราะอย่างน้อยคุณต้องมีมาตรฐานบริหารจัดการที่ดี ฉ้อโกงก็ไม่น่าทำได้ เพราะต้องมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี ข้อมูลของบริษัทก็ต้องถูกเปิดเผยด้วย ทำให้หาคู่ค้าง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลดีต่อพนักงานด้วย

    3.1 หลายบริษัทเจอปัญหาพนักงานเก่งๆ หายไป อยู่กันมาดีๆ พอเก่งแล้วหายไป ในส่วนของการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้พนักงานมีความจงรักภักดี (Royalty) มากยิ่งขึ้น เพราะพนักงานในบริษัทจะมีสิทธิ์ได้หุ้นที่ขายในตลาดหลักทรัพย์ด้วย เรียกว่า ESOP – Employee Stock Option Program บางครั้งนี่คือสิ่งที่พนักงานรอคอย

    3.2 สร้างความรับผิดชอบในการบริหารงานแบบมืออาชีพ ตรงนี้จะแก้ปัญหาผู้ประกอบการที่มีทายาทธุรกิจ บางคนสร้างธุรกิจมาใหญ่โต แต่ลูกไม่อยากทำต่อ ก็สามารถให้คนที่บริหารงานมืออาชีพมาทำแทนได้ ลูกก็ถือหุ้นไป ได้รายได้ไประดับหนึ่ง ตัวเราก็ไปทำอย่างอื่นได้ ไม่ต้องยึดติดกับธุรกิจที่สร้างขึ้นมา  

    สุดท้ายทำให้ธุรกิจสามารถดำรงอยู่ในระยะยาวได้ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในการทำธุรกิจ ว่าเราจะอยู่ได้อย่างไรในระยะยาว ซึ่งด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่ได้ในระยะยาว



    ประโยชน์ของการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ คือ

    1. ผู้ถือหุ้นมีสภาพคล่อง เพราะหุ้นที่ถือจะมีมูลค่า และสามารถซื้อขายได้ทันที มูลค่าจะอยู่ในตลาด อยู่บนกระดาน เป็น Standard ไม่ต้องไปประเมิน เช่น วันนี้เรามีธุรกิจและต้องการถือหุ้น ต้องการขายหุ้น แต่บริษัทไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เราจะขายหุ้นตัวนี้ราคาเท่าไร ต้องไปจ้างคนมาทำ ต้องประเมินและตกลงราคากัน แต่ถ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ขายหุ้นตามสภาพคล่องได้เลย

    2. เพิ่มอำนาจต่อรองในการลดภาระค้ำประกัน เรื่องนี้สำคัญมาก (บริษัทที่ขยายตัวเร็ว ส่วนใหญ่จะกู้ธนาคาร) เมื่อบริษัทนั้นๆ เข้า ตลาดหลักทรัพย์ ชื่อเสียงเจ้าของธุรกิจก็จะดีขึ้น สามารถต่อรองเงื่อนไขกู้ยืมส่วนตัว หรือกู้ยืมให้กับบริษัทในเครือได้ดีขึ้น เพราะว่าบริษัทมีเครดิต

    3. หุ้นที่ถืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินส่วนตัวได้ด้วย โดยผู้ถือหุ้นสามารถกู้ยืมเงินส่วนตัว โดยเอาหุ้นไปค้ำประกันโดยไม่ต้องใช้ที่ดิน นอกจากนั้นยังได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไรของการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

    อย่างไรก็ตาม การจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เราต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน (เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้) เพราะบริษัทมหาชน จะมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตจาก CPA เป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งถือว่ามีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

www.smethailandclub.com ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)
    
        


RECCOMMEND: FINANCE

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร

Reverse Budgeting เทคนิคจัดงบแบบย้อนกลับ ออมเงินได้จริง ทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว

ชวนมารู้จักเทคนิค “Reverse Budgeting” การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยการเปลี่ยนมา “ออมก่อน…ใช้ทีหลัง” เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แต่ช่วยให้มีเงินออมได้จริง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ

Pizza Budgeting ตัวช่วย SME หยุดปัญหาหนี้สะสม ด้วย “พิซซ่า 1 ถาด”    

หนี้สะสมไม่ใช่จุดจบ แค่แบ่งงบเป็นชิ้นๆ แบบ “Pizza Budgeting” ซึ่งเป็นเทคนิคจัดสรรการเงินง่ายๆ เพียงมองรายได้ทั้งเดือนเป็น “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ แบ่งได้ถูก = รู้ทันทีว่าธุรกิจมีเงินพอหรือไม่