Text: VaViz
เป็นที่รู้กันว่าผู้ประกอบการมักต้องเผชิญกับ “ความกดดันอย่างต่อเนื่อง” ไม่ว่าจะเป็นวันไหนของสัปดาห์ ซึ่งความกังวลที่ว่าก็มาได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น กลัวรายได้ไม่พอจ่ายพนักงาน วิตกเรื่องไม่มีลูกค้า เครียดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเหนื่อยที่ต้องสวมทุกบทบาทในการทำงาน
ดังนั้น เพื่อรับมือกับความกังวลรายวัน ตั้งแต่วันจันทร์ – วันอาทิตย์ได้อย่างมีระบบ ลองมาทำความรู้จักกลยุทธ์ “Unstress Your Day” หรือ 7 วันคุมใจให้อยู่เหนือทุกความกดดัน กันดู
Monday Meltdown…จันทร์จุก
อาการจุกใจต้นสัปดาห์ที่เจอได้ทุกคน บ่งบอกถึงความเครียด วิตกกังวล หรืออารมณ์ติดลบที่เกิดขึ้นในวันจันทร์ โดยส่วนใหญ่เกิดจากแรงกดดันของงาน สังคม หรือภารกิจที่เริ่มสัปดาห์ใหม่ ทำให้รู้สึกอ่อนล้า จุกใจ หมดพลัง หรืออยากเลี่ยงความรับผิดชอบ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าไม่จัดการ อาจทำให้เริ่มสัปดาห์ด้วยความเครียดสะสม จนไปเหวี่ยง
วีนพนักงานได้แบบไม่รู้ตัว
สัญญาณ: เหนื่อยตั้งแต่เริ่ม หงุดหงิดง่าย ไม่มีแรงทำงาน อยากเลื่อนงาน
รับมือด้วย “Bare Minimum Monday…ทำให้น้อย แต่เอาอยู่”
ทางออกง่ายๆ คือ ตั้งใจทำ “เฉพาะสิ่งจำเป็นที่สุด” ในวันจันทร์ เพื่อป้องกันความเครียด และเริ่มต้นสัปดาห์แบบไม่เร่งรีบหรือหมดไฟตั้งแต่วันแรก เช่น
- เริ่มต้นช่วงเช้าด้วย “3 งานเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าได้เริ่มทำอะไรบ้าง”
- ใช้เวลาพักสั้นๆ เป็นระยะ เช่น 5 - 10 นาที ทุกๆ 1 - 2 ชั่วโมง
- อย่าจัดประชุมหนักๆ ช่วงเช้า ปล่อยให้สมองได้ Warm Up ก่อน
Tired Tuesday…อังคารอ่อนล้า
ถึงจะผ่านวันจันทร์มาแล้ว แต่อาการเหนื่อยล้าและหมดพลังก็ยังเกิดขึ้นในวันอังคาร โดยอาจจะเป็นเพราะแรงกดดันที่เริ่มสัปดาห์แล้วสะสมต่อเนื่องมาจากวันจันทร์ จนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจหม่นหมอง เหนื่อยกับงานหรือความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งแม้จะไม่ได้รุนแรงเท่าจันทร์จุก แต่ถ้าไม่จัดการ อาจทำให้มีความเครียดสะสมต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ก็เป็นได้
สัญญาณ: ไม่มีแรงทำงานเต็มที่ อยากงีบหรือพักผ่อนตลอดเวลา คิดติดลบหรือขาดแรงจูงใจ หงุดหงิดง่ายแต่ไม่ชัดเจนเท่า Monday Meltdown
รับมือด้วย “Take-it-Easy Tuesday…ใจนิ่งๆ ไม่รีบร้อน”
แก้ไขได้ด้วยการทำให้วันอังคารเป็นวันที่ใจนิ่ง ไม่รีบ ไม่เครียดเกินไป เพื่อทำให้ความเหนื่อยล้าไม่สะสม กลายเป็นวันที่มีสมดุล เน้นโฟกัสที่ใจนิ่ง ร่างกายสบาย และค่อยๆ ทำงานไปทีละขั้น เช่น
- ใช้เทคนิค “Time Block” แบ่งเวลาโฟกัสงานทีละชิ้น
- ปิดการแจ้งเตือน 2 ชม. เพื่อเข้าสู่การทำงานแบบ Deep Work
- นัดประชุมทีมช่วงบ่าย เพื่อลดความตึงเครียดช่วงเช้า
Worry Wednesday…พุธพัง
ต่อกันที่ความเครียดและวิตกกังวลสะสมกลางสัปดาห์ ที่เกิดจากงานและความรับผิดชอบที่สะสมจากวันจันทร์ วันอังคาร ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า จิตใจฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรืออยากหนีจากภาระ เรียกได้ว่าเป็นวันแห่งความรู้สึกว่าพัง แต่ยังต้องลุกขึ้นทำงานต่อ
สัญญาณ: รู้สึกว่าทำเท่าไรก็ไม่จบ กังวลเล็กน้อยแต่ต่อเนื่อง ไม่มีแรงตัดสินใจ ผัดวันประกันพรุ่ง
รับมือด้วย “Wellness Wednesday…ชาร์จใจ เติมไฟให้กลางสัปดาห์”
ปล่อยให้วันพุธเป็นวันได้ชาร์จใจ เติมพลัง และฟื้นฟูความสมดุล เพื่อแก้ปัญหาอาการพุธพัง ด้วยการเติมไฟใจและร่างกาย ช่วยทำให้กลางสัปดาห์ไม่พัง แต่กลับมามีพลัง โดยโฟกัสที่สุขภาพจิตและกาย สร้างแรงใจให้ต่อสู้กับวันที่เหลือของสัปดาห์ เช่น
- เขียนสิ่งที่กังวลลงกระดาษ แบ่งเป็นสิ่งที่แก้ได้ / สิ่งที่ปล่อยไปก่อน
- เขียนสิ่งที่ทำแล้วภูมิใจในสัปดาห์นี้
- ยอมรับว่า ความกังวลเป็นเรื่องปกติของกลางสัปดาห์
Thoughtful Thursday…พฤหัสพรุน
วันแห่งคนที่มีอาการคิดเยอะ ฟุ้งซ่าน หรือจมอยู่กับความคิดกลางสัปดาห์ โดยเกิดจากงานที่คั่งค้าง งานมีปัญหา หรือความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ทำให้รู้สึกจมอยู่กับสิ่งที่ยังไม่เสร็จ คิดวนซ้ำๆ ไปมา หรือกังวลเรื่องอนาคต
เรียกว่า วันสมองล้น แต่ยังต้องจัดการชีวิตต่อไป
สัญญาณ: คิดเยอะจนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน จัดลำดับความคิดไม่ลงตัว สมาธิหลุดง่าย ทำงานช้า
รับมือด้วย “Thriving Thursday...วันมีแรง ใจไม่พัง”
คือการทำให้วันพฤหัสบดีเป็นวันที่เต็มไปด้วยพลัง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ใจยังคงนิ่ง เรียกว่าพลิกพฤหัสพรุน ให้กลายเป็นวันที่มีแรง โดยเน้นที่ความแข็งแรงทั้งใจและร่างกาย ทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่เครียด โฟกัสงานที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นพลังให้พร้อมรับวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่จะมาถึง เช่น
- ใช้เทคนิค Pomodoro หรือช่วงเวลาทำงานเข้มข้นแบบสั้นๆ
- รู้จักกระจายงานให้คนอื่น อย่าเหมาทำคนเดียว
- ลองออกไปเดินเบาๆ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ไม่นั่งแช่อยู่ที่โต๊ะนานๆ
Freak-out Friday…ศุกร์ซึม
ไม่ได้สุขสมเหมือนชื่อ เมื่อวันศุกร์นี้เต็มไปด้วยความเครียดสะสมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัส จนหมดแรง หรือซึมลงใจก่อนจบสัปดาห์ ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ หมดแรง หรือหงุดหงิดง่าย เป็นวันที่หลายคนท้อ อยากหนีงาน หรือรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ทัน
สัญญาณ: รู้สึกจิตใจหมองเศร้า ท้อแท้ ไม่มีแรงจูงใจ อยากเร่งให้วันจบหรืออยากเลี่ยงความรับผิดชอบ
รับมือด้วย “Flexible Friday...ยืดหยุ่น ไม่มัวตึง”
วันสุดท้ายของการทำงานทั้งที ลองปล่อยให้วันศุกร์นี้เป็นวันที่ได้ผ่อนคลายและไม่เครียดกับทุกเรื่องดู เพื่อทำให้ปลายสัปดาห์ไม่พัง แต่ยังคุมงานได้ มีความสมดุลระหว่างงานและใจ เช่น
- ทำงานที่สำคัญที่สุดให้เสร็จก่อน
- ปิดสรุปงานของสัปดาห์ พร้อมวางแผนเบื้องต้นสำหรับสัปดาห์หน้า
- งานไหนที่ไม่จำเป็น ให้เลื่อนไปสัปดาห์หน้าแทน
Sadderday…เสาร์เศร้า
เล่นกับคำว่า Saturday โดยเป็นวันหยุดที่แสนเศร้า เพราะหลายคนมีอาการหดหู่ หรือหมดแรงใจ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความเหนื่อยสะสมทั้งสัปดาห์ และความรู้สึกว่ามีเรื่องต้องทำ หรือไม่ได้พักเต็มที่ ทำให้รู้สึกเงียบเหงา หมดแรง หรือคิดวนเรื่องเครียดเก่าๆ เรียกว่าเป็นวันสะท้อนความอ่อนล้าทางใจ แต่ยังสามารถเปลี่ยนโฟกัสให้เป็นบวกได้
สัญญาณ: คิดเรื่องงานแม้จะเป็นวันหยุด รู้สึกเศร้า เพราะรู้ว่าวันหยุดกำลังจะหมด อยากอยู่คนเดียว ขาดแรงจูงใจทำกิจกรรมสนุกๆ
รับมือด้วย “Self-Care Saturday...ฟื้นใจ ชิลล์ให้เป็น”
ทำวันหยุดให้เป็นวันหยุดคือสิ่งสำคัญ ปล่อยให้วันเสาร์ได้เป็นวันแห่งการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ พักผ่อนได้เต็มที่ ทำให้วันหยุดมีคุณค่า และพร้อมสำหรับสัปดาห์หน้า ชิลล์อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่หยุดงาน เช่น
- กำหนด “วันที่ห้ามทำงาน” ตั้งโปรแกรมให้สมองได้พัก
- ทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย เช่น เดินป่า ดูหนัง ทำอาหาร
- จดสิ่งที่อยากทำสัปดาห์หน้า แบบไม่รีบ ไม่เครียด
Sunday Scaries…อาทิตย์อึน
เรียกได้ว่าเป็นคำแสลงที่บอกอาการของเหล่าคนทำงานได้ดี เพราะใช้อธิบายถึงความวิตกกังวลหรือความเครียดที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ เพราะคิดถึงงานหรือภาระที่จะต้องเริ่มในวันจันทร์ พูดง่ายๆ ว่า เป็นการ “วิตกก่อนเริ่มสัปดาห์ใหม่” นั่นเอง
สัญญาณ: ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้ เพราะรู้สึกว่าต้องกลับไปวิ่งวุ่นอีก
รับมือด้วย “Soulful Sunday…เติมเต็มใจ ก่อนเริ่มสัปดาห์ใหม่”
การปล่อยให้วันอาทิตย์เป็นวันที่โฟกัสกับตัวเอง เติมเต็มจิตใจ และชาร์จพลังภายใน ก่อนที่จะเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ โดยต้องระลึกเสมอว่า ไม่ใช่แค่พักผ่อนกาย แต่ต้องได้พักใจ ซึ่งจะช่วยให้พร้อมรับแรงกดดันของวันใหม่โดยไม่เครียด และเป็นวันที่ได้ฟังตัวเอง และทำสิ่งที่ทำให้ใจอิ่มเอิบแบบแท้ทรู เช่น
- ทำสิ่งที่ชอบจริงๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง วาดรูป เขียนไดอารี่
- ลดเวลาเล่นโซเชียลมีเดียหรือตอบอีเมลงาน
- ปิดมือถือสัก 3 ชั่วโมง ก่อนนอน ช่วยให้ใจสงบ
สุดท้ายแล้ว แม้ว่าการทำธุรกิจจะมาพร้อมกับความวิตกกังวล เพราะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน การตัดสินใจที่มีความเสี่ยง และแรงกดดันจากความคาดหวังต่างๆ แต่ความวิตกกังวลจะส่งผลมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนสามารถควบคุมและจัดการมันได้อย่างไร
ใครที่รู้จักวางแผนอย่างรอบคอบ เตรียมรับมือกับความเสี่ยง มีสติในการตัดสินใจ และมองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้ จะสามารถลดผลกระทบของความกังวลลงได้ ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ความกลัวครอบงำก็อาจทำให้ขาดความมั่นใจและตัดสินใจผิดพลาดได้
ดังนั้น ธุรกิจกับความวิตกกังวลจึงเป็นของคู่กัน แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมใจและการบริหารอารมณ์ของคุณเอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี