3 สัญญาณบ่งชี้ ดีกว่าแน่ถ้างานนี้จ้างเอาท์ซอสท์


               

          สำหรับ SME การเอาท์ซอสหรือจ้างคนนอกมาทำงานอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่หากคิดดีๆ งานบางอย่างที่เราไม่ถนัดหรือคุ้นเคยมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดจะทำอะไรใหม่ๆ ในองค์กร การให้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะทำอาจจะคุ้มค่ามากกว่า
 

          มาดูข้อดีกันก่อน
 

  • ประหยัดเวลา : การเอาท์ซอสช่วยให้คุณมีอิสระในการมุ่งเน้นงานอื่นๆ ในธุรกิจที่มีความสำคัญมากกว่า

 

  • ลดความยุ่งยากในบริหารจัดการองค์กร : เมื่อส่งต่องานนั้นๆ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงทำ ก็จะสามารถลดความซับซ้อนในองค์กรได้ รวมถึงลดการจ้างงาน การจ่ายเงินเดือน การฝึกอบรม เป็นต้น

 

  • ได้ผลลัพธ์งานที่ดีเยี่ยม : การเอาท์ซอสหมายความว่าคุณกำลังใช้ประโยชน์จากจุดแข็งและความรู้ของคนอื่น เพราะคุณหรือทีมงานไม่ได้เก่งทุกด้าน และไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นด้วย

 

  • ลดค่าใช้จ่าย : หากดึงดันให้คนในองค์กรทำงานที่เขาไม่ได้ถนัด นอกจากจะใช้เวลาทำงานมากแล้วยังอาจมีข้อผิดพลาดได้ ถ้าหากให้คนนอกที่เก่งในเรื่องนั้นๆ ทำนั่นหมายถึงว่าจะช่วยลดความสูญเสียได้มากทีเดียว ซึ่งนั่นหมายถึงกำไรที่มากขึ้นด้วย

 



         และนี่คือ 3 สัญญาณที่บอกว่า งานนี้ต้องให้คนนอกทำแล้วล่ะ
 

  1. ไม่มีเวลาวางแผน

 
 
             เมื่อมีงานล้นมือเมื่อไรก็ลืมเรื่องความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมไปได้เลย โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เวลาทั้งหมดจมอยู่กับงานเอกสาร


              บริษัทซอฟท์แวร์บัญชีเงินเดือนอย่าง OnPay ได้สำรวจเจ้าของธุรกิจ SME แล้วพบว่าส่วนใหญ่ใช้เวลามากกว่า 18 ชั่วโมงต่อเดือนในการดูแลเรื่องเงินเดือนพนักงาน ไม่ใช่แค่นั้น เจ้าของธุรกิจเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่หักภาษีและยื่นภาษีอย่างถูกต้อง นั่นเท่ากับพวกใช้เวลาเกือบครึ่งสัปดาห์ทำงานไปโดยที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีสักเท่าไร


            ตรงกันข้ามกัน 70 เปอร์เซ็นต์ SME ที่จ้างเอาท์ซอสทำบัญชีให้สามารถจ่ายเงินเดือนได้ตรงเวลาและมีความกังวลน้อยลง ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์รู้สึกดีที่ได้จัดการเรื่องภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้น ที่สำคัญคือ บริษัทใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานในแต่ละเดือน


             ลองถามตัวเองว่ามีเวลาในการวางกลยุทธ์ธุรกิจหรือคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หรือไม่ ถ้าพบว่าเวลาจะดูภาพรวมธุรกิจทีไรมักถูกขัดจังหวะด้วยงานเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าต้องจ้างคนนอกทำงานเหล่านั้นแล้ว



 

  1. บริษัทกำลังเติบโต


         หากธุรกิจประสบความสำเร็จ นั่นอาจเป็นเวลาของการเติบโตสู่ระดับต่อไป นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นแล้วสิ่งที่ตามมาอาจจะเป็นความเครียดว่าจะไปต่อในทิศทางไหนดี


         ปัญหาคือ เมื่อขยายกิจการ กิจกรรมที่เคยจัดการได้อาจใหญ่เกินกว่าจะรับมือ เช่น เมื่อขยายสาขาไปหลายๆ ทำเลอาจจะทำการตลาดได้ยากกว่าเดิม ก็ต้องจ้างเอเจนซี่มาดูแลให้ หรือบริษัทอาจไม่เคยต้องมีฝ่ายไอทีเมื่อมีพนักงานอยู่แค่ 5 คน แต่เมื่อต้องจ้างคนมากขึ้น ต้องใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีมากขึ้น จึงจำเป็นต้องหาคนที่จะมาดูแลจัดการเรื่องนี้



 

  1. เมื่อต้องทำกิจกรรมที่ไม่เชี่ยวชาญ



          วิธีที่ง่ายที่สุดในการคิดว่าจะงานนี้ควรจะใช้คนในองค์กรหรือจ้างเอาท์ซอสดีกว่าคือพิจารณาว่างานหรือกิจกรรมนั้นๆ เป็นงานหลักของธุรกิจหรือไม่ หรือเป็นความลับของธุรกิจที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ล่ะก็ การให้คนนอกทำก็เป็นเรื่องไม่เลวร้าย
 

          เมื่อแบ่งงานออกไปบ้าง ผู้ประกอบการและคนในองค์กรจะได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความสามารถลงไปในงานหลักของตัวเอง และพร้อมที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แล้ว
 
 
         ที่มา : www.entrepreneur.com





www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MANAGEMENT

“รู้งี้…” คำสั้นๆ ที่ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส เปิดสูตรลับการตัดสินใจ ของ Jeff Bezos ที่ใช้สร้าง Amazon

บางครั้งสิ่งที่แพงที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่เงินลงทุนที่พลาด แต่คือโอกาสที่เรา “ไม่ได้ลอง” รู้จัก Regret Minimization วิธีคิดแบบ Jeff Bezos ที่ช่วยให้เลือกทางที่ไม่ต้องเสียใจทีหลัง

คุณเป็นหัวหน้าแบบนี้ไหม “Snowplow” ผู้ที่ชอบแบกทุกเรื่อง จัดการทุกอย่าง หวงงานไว้คนเดียว ไม่ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำ ได้คิด จนองค์กรไม่โต     

งานมีเยอะ แต่ทำไมหัวหน้าทำอยู่คนเดียว? ถ้าเป็นเพราะหัวหน้าคิดว่าทำเองเสร็จเร็วกว่า องค์กรคุณอาจเจอเข้ากับ “Snowplow” หรือหัวหน้าที่ชอบเก็บงานไว้กับตัว ไม่กระจายให้ลูกน้อง เพราะกลัวคนอื่นจะทำผิด มีหัวหน้าแบบนี้ส่งผลเสียต่อองค์กรได้ยังไง

ก่อนพนักงานจะเป็นซอมบี้ ไม่เหลือคนมีไฟในองค์กร 5 กระจกสะท้อน 'รอยร้าว' ในองค์กร จากหนัง HUMAN RESOURCE

ทำไมเด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน? ทำไมคนเก่ง ๆ ถึงเริ่มเงียบหาย? หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (พนักงานใหม่: โปรดรับไว้พิจารณา) ไม่ใช่แค่หนังเล่าชีวิตออฟฟิศขี้บ่น แต่คือ "กระจกบานใหญ่" ที่สะท้อน 5 รอยร้าว ในองค์กรที่คุณอาจมองไม่เห็นหรือไม่รู้ตัว