กลเม็ดเพิ่มฐานลูกค้าบนเฟซบุ๊กในวงกว้าง

 

 
 

 
      เฟซบุ๊กเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญในการขายสินค้าของ SME หลายท่านต่อยอดธุรกิจจากเพจส่วนตัวที่เล่นเป็นประจำ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าเฟซบุ๊กสามารถทำได้มากกว่าสิ่งที่เราเห็นทั่วไป ต่อไปนี้เป็นอีก 18 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มสังคมบนเฟซบุ๊กที่มีผู้ใช้เฉพาะในประเทศไทยถึงกว่า 15 ล้านคน (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2555)
 
1. สร้างหน้าต้อนรับลูกค้า 
 
 เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหลายท่านให้เฟซบุ๊กเพจสำหรับบุคคลแต่เปลี่ยนใช้แบรนด์เป็นชื่อ จริงๆ แล้วแทนที่จะใช้เพจแบบบุคคลทำธุรกิจคุณควรมีหน้าเพจต่างหากไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าด้วย เพราะเปิดให้สาธารณะเข้าชมได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอแอดทีละคน แถมยังเป็นทางการดีกว่าอีกด้วย หากคุณมีหน้าเว็บไซต์อยู่แล้วก็ควรกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามา Like เพจในเฟซบุ๊กของคุณด้วย 
 
http://www.facebook.com/pages/create.php
 
 
2. ใส่รูปหรือวิดีโอคลิป
 
ใช้รูปหรือคลิปวิดีโอโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กเพื่อโชว์ที่ตั้งร้าน รูปสินค้า บริการ ฯลฯ ควรใส่รูปหน้าคุณหรือวิดีโอสัมภาษณ์เกี่ยวกับคุณและ/หรือพนักงานของคุณด้วย จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ว่าที่ลูกค้าเห็นภาพธุรกิจของคุณมากขึ้น
 
 
3. ถามคำถาม
แทนที่จะโพสต์ข้อความเป็นประโยคบอกเล่าเฉยๆ ควรอาจอัพเดตสถานะของคุณด้วยการตั้งคำถาม ใช้คำถามที่ตอบง่ายๆ พวกคำถามใช่หรือไม่ หรือเติมคำในช่องว่าง จะช่วยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมได้ง่ายและเร็ว คุณอาจกระตุ้นการมีส่วนร่วมด้วยการแนะนำให้ผู้บริโภคใช้แอพพลิเคชั่นผ่านเครื่องมือเช่น Involver (Involver.com เป็นบริการ Application ต่างๆ สำหรับตกแต่งหน้า Facebook Fanpage ให้มีความน่าสนใจ หรือจะใช้เป็นช่องทางการติดต่อ สร้างหน้าโปรโมชั่น หรือหน้า Welcome ก็ได้ )
 
4. สร้างฟอร์มให้ลูกค้ากรอกข้อมูล
 
สร้างฐานข้อมูลลูกค้าจากหน้าเฟซบุ๊กด้วย app เช่น ContactMe ที่จะช่วยให้คุณลูกค้าติดต่อคุณได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น (www.contactme.com)
 
 
 
 
5.  เพิ่มบล็อกฟีด 
 
ใช้แอพพลิเคชั่นอย่าง Networked Blogs หรือ RSS Graffiti เพื่อช่วย import ข้อความจากบล็อกของคุณเข้าสู่หน้าเฟซบุ๊กเพจทันทีที่คุณโพสต์ คุณยังสามารถเพิ่ม RSS feed จากบล็อกของคนอื่นได้ด้วย (RSS ย่อมาจาก Really Simple Syndication คือ บริการที่อยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต จัดทำข้อมูลข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบ XMLเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ โดยส่งข่าวหรือข้อมูลใหม่ๆ ให้ถึงเครื่องตลอดเวลาที่มีการ Update ไม่ต้องเสียเวลาเปิดเว็บไซต์เข้ามาค้นหา สำหรับเว็บไหนที่มี Rss ให้ใช้งานเราก็จะสังเกตได้จากสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมาย   หรือ  )
 
http://www.facebook.com/networkedblogs
http://www.facebook.com/RSS Graffiti
 
6.  จัดงาน
 
หากคุณมีการจัดงาน event ไม่ว่าจะประชุม สัมมนา ออกร้าน ออกบู๊ธ ฯลฯ หรือเป็นสปอนเซอร์งาน แล้วใช้เฟซบุ๊ก event แชร์งานนั้นๆบนหน้าเพจของคุณ 
 
7. ตั้งค่า "Like Gate"
 
คุณอาจขยายฐานลูกค้าด้วยการตั้งค่า Like Gate ตอนสร้างเพจเพื่อให้คนที่คลิกไลก์เท่านั้นจึงจะเห็นหน้าเพจของคุณ แต่จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเพราะต้องสมัครเป็น Pro Package ราคาประมาณ 13 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (400 บาท)
 
http://www.pagemodo.com/pricing
 
8. หมั่นเข้าไปดูหน้าเพจ 
 
หมั่นเข้ามาดูกิจกรรมหรือโพสต์ต่างๆ บนหน้าเพจ พร้อมทั้งตั้งค่าให้ระบบส่งเตือนเข้าในอีเมล เพื่อที่คุณจะได้ตอบลูกค้า ลบโฆษณาที่ไม่ต้องการรับ และติดต่อกับแฟนเพจได้อย่างสม่ำเสมอ
 
 
 
9. จัดประกวด
 
ใช้ app อย่าง Wildfire ช่วยสร้างกิจกรรมที่ให้รางวัลสมาชิกบนเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นแจกคูปอง จัดประกวดต่างๆ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ เรียงความ ฯลฯ ใครๆ ก็ชอบ ฟรีด้วยสนุกด้วย 
 
http://www.wildfireapp.com
 
10. รักษาคุณภาพของเนื้อหา
 
การโพสต์ข้อความที่ “ไม่” เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทบ้างเป็นบางครั้งก็เป็นการดีเหมือนกัน แต่ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณ เช่น เรื่องการรักษาสุขภาพ ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว คำคม ฯลฯ แต่อย่าเพลินจนมากไป อย่างไรก็ยังต้องคงเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไว้ มิฉะนั้นผู้คนจะหลงประเด็นได้ว่าคุณขายอะไรกันแน่
 
11. สร้างเว็บไซต์เล็กๆ 
 
แอพพลิเคชั่นอย่าง Tabsite จะช่วยคุณสร้างหน้าเพจเล็กๆ ที่มีลิงก์หลากหลาย ที่คุณสามารถรวมเว็บไซต์และบล็อกเข้าด้วยกัน
 
www.Tabsite.com
 
12. โปรโมตเพจของคุณ
 
ใส่ URL ของหน้าเฟซบุ๊ก ไว้บนเว็บไซต์ บล็อก ท้ายอีเมล นามบัตร หรือเอกสารโปรโมตบริษัทอื่นๆ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลูกค้าจะติดต่อกับคุณได้ หากคุณเป็นสมาชิกโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นก็ให้แชร์ลิงก์ไปยังหน้าเฟซบุ๊กของคุณด้วย 
 
 
 
13. รักษาความสม่ำเสมอ
 
คุณไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอเฟซบุ๊กตลอดเวลา แต่บรรดาแฟนเพจจะต้องรู้ว่าคุณยังทำธุรกิจอยู่ กำหนดตารางเวลาที่ชัดเจนสม่ำเสมอสำหรับการโพสต์ การเขียนคอมเมนต์ และการตอบโต้สดๆ กับบรรดาแฟนๆ 
 
14. มีส่วนร่วมกับเพจอื่นด้วย
 
ลิงก์เฟซบุ๊กเพจอื่นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมของคุณ และเข้าไปมีส่วนร่วมในเพจเหล่านั้นด้วยการเข้าไปแสดงความคิดเห็น พูดคุยด้วยบ้าง (ล็อกอินเป็นเพจบริษัทนะ) นอกจากนี้ คุณยัง tag หน้าเพจตอน update status ได้อีกด้วย เพื่อช่วยให้คนอื่นเห็นหน้าเพจของคุณ 
 
15. เขียนบล็อกเกี่ยวกับหน้าเพจของคุณ 
 
โฆษณาตัวเองด้วยการเขียนโปรโมตเพจบนเฟซบุ๊กในหน้าบล็อกของคุณ อธิบายว่าเหตุใดที่ผู้อ่านบล็อกของคุณจะต้องตามเข้ามาดูในเฟซบุ๊กจากนั้นให้เสนอสิ่งตอบแทนพิเศษที่คิดว่าคนจะชอบ เช่น ดาวน์โหลดฟรี ส่วนลด ฯลฯ สำหรับเฟซบุ๊กแฟนเพจเท่านั้น 
 
16.  โฆษณาบนเฟซบุ๊ก
 
โฆษณาโดยผ่าน Facebook Ads หรือ sponsored stories เพื่อให้โลกนี้ได้รู้จักหน้าเพจของคุณ 
 
http://www.facebook.com/advertising/
http://www.facebook.com/business/ads/en_GB
 
 
 
 
 
 
17. ให้รางวัลแฟนเพจ
 
ขอบคุณแฟนเพจที่ให้การสนับสนุนด้วยการให้โปรโมชั่นพิเศษผ่านหน้าเว็บเท่านั้น เช่น สมาชิกประจำสัปดาห์หรือประจำเดือน
 
18. Encourage Sharing กระตุ้นให้มีการแชร์
 
ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเล่นเฟซบุ๊กนั้นหากเราไม่หมั่นเข้ามาดูเฟซบุ๊ก เรื่องใหม่ๆ ก็จะตกลงไปอยู่ด้านล่าง ดังนั้น คุณควรหาคนช่วยโปรโมตด้วยการแฟนเพจเข้ามาแชร์หน้าเพจของคุณ เช่น การเพิ่มไอคอนอย่าง Like Box ของเฟซบุ๊ก   บนหน้าเว็บไซต์และบนบล็อก หรือการบอกให้ลูกค้า ผู้อ่านและผู้เข้าชมตามเข้ามาคลิกไลก์หน้าเฟซบุ๊กเพจของคุณด้วย
 
http://developers.facebook.com/docs/reference/plugins/like-box/
 
 
 
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง