ประสบการณ์จริงจากร้านโชว์ห่วย...ในการรับมือกับร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง

TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์



    ที่เว็บบอร์ดพันทิปมีคนมาตั้งกระทู้โดยเล่าว่าที่บ้านเปิดร้านขายของชำและขายก๋วยเตี๋ยวเสริมด้วย ทำเลคือหน้าโรงงานมีคนพลุกพล่าน เนื่องจากเป็นร้านโชวห่วยร้านเดียวในย่านนั้น จึงขายดีมาก ลูกค้าเดินเข้าร้านตลอดจนทอนตังค์แทบไม่ทัน ร้านเปิดมา 20 ปีแล้ว กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังมาเปิดบริการ ห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร เป็นสาขาใหญ่โต 4 คูหาอลังการ ลูกค้าแห่ไปร้านนั้น หมด ทำให้ร้านเธอเงียบเหงาแทบไม่มีรายได้ เจ้าของกระทู้เครียดมาก จึงมาตั้งกระทู้ขอแชร์ไอเดียว่าจะทำอย่างไรต่อไป 

    ปรากฎมีคนมาตอบเพียบ หนึ่งในนั้นคือคุณสมาชิกหมายเลข 972021 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านโชวห่วยที่เคยประสบปัญหาเดียวกัน แต่เธอตั้งสติพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำให้ร้านของเธอนอกจากจะอยู่รอด ยอดขายยังเพิ่มขึ้นจนต้องขยายร้านใหญ่กว่าเดิม โดยเธอเล่าถึงวิธีรับมือดังนี้ว่าเธอทำ SWOT Analysis วิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งทั้งของร้านเธอ และร้านคู่แข่ง ตั้งคำถามว่าร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังมีอะไรและไม่มีอะไร ร้านเธอมีหรือไม่มีอะไร ลูกค้าไปซื้ออะไรในร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่  

    จากการวิเคราะห์ข้างต้น จุดแข็งของร้านเธอคือสินค้าหลากหลายกว่า ขณะที่ ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง
จะคัดเลือกเฉพาะสินค้าขายดี 3 อันดับต้นๆเข้ามาขาย แต่ความต้องการของลูกค้าแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ร้านโชวห่วยซึ่งเป็นคนพื้นที่สามารถคุยกับลูกค้า สอบถามจะได้รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ โชวห่วยมีมากกว่า สังเกตดูลูกค้าเป็นกลุ่มไหนบ้างและชอบอะไร ก็หามาขาย ส่วนราคาสินค้า หากหาร้านขายส่งที่ราคาถูกได้ก็จะตั้งราคาได้ถูกกว่า ที่สำคัญหมั่นไปดูว่ามีสินค้าอะไรแปลกใหม่ หากมีแนวโน้มจะขายได้ก็ขวนขวายไปหามาบริการลูกค้า

    ต่อมาคือการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) สิ่งที่ ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังไม่มี แต่โชวห่วยควรมีคือของแบ่งขายซึ่งเป็นตัวทำกำไร อาทิ ถุงใส่กับข้าว ยางรัดของ ขนมปี๊บ (ทำแพคเกจให้สวยงาม กำไรดีมาก) เจ้าของร้านโชวห่วยเล่าว่าหลังๆมีลูกค้ามาบ่นเรื่องเด็กๆชอบไปซื้อของเล่นในร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดัง  ซึ่งราคาแพงมาก ร้านโชวห่วยของเธอก็ไปหาของเล่นแผงมาขาย ตอนนี้ลูกค้าเด็กๆเลยกลับมาเพียบ แต่ขายของเด็กต้องทันเด็ก  ตอนนี้เค้าเล่นอะไร  สินค้าตัวไหนกำลังฮิต ก็สอบถามจากร้านขายส่งนั่นแหละ สิ่งที่สำคัญอกอย่างคือการบริการ ต้องมีความเป็นมิตรสูง ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการอีก  




    ขณะที่คุณสมาชิกที่ใช้ชื่อ “ป้าทุยท้ายทุ่ง” ให้มุมมองว่า เหรียญมีสองด้าน  เวลามองต้องพลิกดูทั้งสองมุมด้วย 
    1. จุดเด่นของร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังคงจะเป็นอาหารกล่องสำเร็จรูป ไส้กรอก ซาลาเปา ขนมจุ๊กจิ๊ก เครื่องดื่ม
เย็นในตู้แช่  ต้องลงทุนตู้แช่และแข่งไปแล้วก็อาจจะแพ้  ไม่ควรแข่งกับสินค้าที่ถือว่าเป็นหัวกะทิของเขา  ลองคิดถึงสิ่งที่เราหาไม่ได้ในร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังหรือมีก็ราคาแพงกว่าปกติ  เช่น  แขมพูขวดเล็ก ผงซักฟอก แป้ง บุหรี่  ไฟแช็ค น้ำยาล้างจาน ลองเติมร้านด้วยของใช้ประจำบ้าน  ติดไว้อย่างละนิดละหน่อย การหาของได้ในยามฉุกเฉินจะทำให้เขาคิดถึงร้านใกล้บ้าน 

     2. เมื่อมีร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังมาเปิดใกล้บ้านแปลว่ามีแรงซื้อ  และจะมีแรงดึงดูดจากป้ายร้านเรียกคนเข้ามาเพิ่มเติม   ผลดีน่าจะมีกับร้านอาหารตามสั่ง ของทอด ผลไม้ ลูกชิ้นปิ้ง  ถ้าสังเกตจะเห็นว่าในย่านร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังรอบจะพัฒนาเป็นศูนย์ของกินไปโดยทันที   บางทำเลจะมีร้านก๋วยเตี๋ยว แผงลอย มาเช่าพื้นที่หน้าร้าน

      3. พัฒนาเรื่องบริการ   เพื่อนโชห่วยของคุณป้าทุยท้ายทุ่งคนหนึ่งอยู่ในละแวกที่ร้านสะดวกซื้อแบรนใหญ่อีกแบรนด์เปิดทำการ  ตอนแรกก็วุ่นวาย  พอเริ่มจับทิศทางได้เขาก็พัฒนาระบบเป็นการบริการส่งสินค้าทางโทรศัพท์   ลูกค้าโทรหาเขาก็ขับจักรยานซอกแซกไปส่งให้   มีทั้งข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำแข็งฯลฯ    ยิ่งถ้าใกล้หมู่บ้านที่มักจะทิ้งพ่อแม่คนสูงอายุไว้บ้านคนเดียวก็จะได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น
    
    นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการต่อสู้และแข่งขันของ SME ตัวเล็กในโลกของทุนนิยม ผู้มีสายป่านยาวอาจจะได้เปรียบ แต่ผู้ที่รู้จักปรับตัวเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้




ที่มา:
https://pantip.com/topic/30883540

RECCOMMEND: MARKETING

จากร้านเล็กสู่แบรนด์ใหญ่ เจาะกลยุทธ์ 5 แบรนด์ดัง สเกลธุรกิจโตด้วย LINE OA

ไม่ต้องมีงบเยอะ ก็โตได้ถ้าคุณใช้ “เครื่องมือถูกตัว”  จากเวที BOOTCAMP DAY 2026 ฉายภาพชัดว่า SME ที่โตได้วันนี้ ไม่ได้แค่ “ทำการตลาดเก่ง” แต่ใช้ “เครื่องมือ” ได้ถูกจุด

Cute Premium กลยุทธ์มัดใจ Gen Z เปลี่ยนของมีราคา ให้ลูกค้าจับต้องได้ ด้วยคำว่า “ของที่ต้องมี”

จาก “ของหรูที่ไกลตัว” สู่ “ของน่ารักที่อยากมี” นี่คือเกมใหม่ของการตลาดที่เรียกว่า Cute Premium เมื่อแบรนด์พรีเมียหลายแบรนด์ เริ่มจับมือกับคาแรคเตอร์สุดคิวท์ เพื่อเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ทำยังไงเมื่อ “สัญชาตญาณเจ้าของ” เริ่มใช้ไม่ได้กับธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น 5 บทเรียนจากธุรกิจพันล้าน

ไม่แปลกที่ช่วงเริ่มต้นการตัดสินใจมักมาจากสัญชาตญาณของเจ้าของ แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น ระบบซับซ้อนขึ้น สิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง อาจเริ่มกลายเป็นข้อจำกัด นี่คือ 5 บทเรียนจากธุรกิจพันล้าน เมื่อวันหนึ่ง “สัญชาตญาณเจ้าของ” เริ่มไม่พอสำหรับการเติบโต