แรงงานไทยหายไปไหน?

 

 
 
   ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยในภาคการผลิตประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์โดย SCB EIC พบว่า แรงงานไทยนอกเหนือจากการกระจุกตัวในภาคการเกษตรและภาคบริการแล้ว ยังมีการเลือกออกไปทำอาชีพอิสระมากขึ้น   นอกเหนือไปจากการทำงานในระบบ เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจในการดึงแรงงานเข้ามาทำงานที่มากกว่าเรื่องของค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน 
 
  ความเป็นอิสระและโอกาสทำรายได้ที่ยังมีอยู่มากจากบริการขนส่งสาธารณะส่งผลให้จำนวนผู้ประกอบอาชีพรถรับจ้างสาธารณะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากคุณภาพของบริการขนส่งมวลชนที่ยังไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

    โดยปัจจุบันมีจำนวนแท็กซี่จดทะเบียนกว่า 103,000 คัน ซึ่งถ้ารวมมอเตอร์ไซค์และสามล้อเครื่องรับจ้างด้วยแล้ว จะมีแรงงานอยู่ในทั้ง 3 กลุ่มนี้เฉพาะในกรุงเทพฯ ราว 260,000 คน ซึ่งนอกเหนือจากข้อจูงใจในเรื่องของความเป็นอิสระแล้ว รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าลูกจ้างในโรงงานที่รับค่าแรงขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม ระดับรายได้ดังกล่าวยังไม่รวมเรื่องของสวัสดิการ และค่าล่วงเวลาที่ถือว่ายังเป็นข้อได้เปรียบของแรงงานในระบบ
 
      นอกเหนือจากนั้นแล้ว การขาดแคลนแรงงานยังมีสาเหตุมาจากความไม่สอดคล้องระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะและประสบการณ์ของแรงงานไทย (skill mismatch)  หลายธุรกิจในไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานกึ่งมีทักษะ โดยเฉพาะแรงงานที่จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่ยังมีไม่พอเพียงกับความต้องการ ในขณะที่แรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่ามีจำนวนเกินกว่าความต้องการ 
 
     ทั้งนี้ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาก็มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของภาคการผลิตอีกด้วย เพราะไม่ได้รับการฝึกวิชาชีพ ในขณะเดียวกัน หลักสูตรการเรียนการสอนก็ยังขาดการประยุกต์ให้สอดคล้องกับสิ่งที่อุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจต้องการ  จากผลงานวิจัยของ World Bank พบว่าแรงงานไทยที่จบระดับอุดมศึกษากว่า 30% ต้องไปทำงานในระดับงานที่ต่ำกว่าความรู้ความสามารถและไม่ตรงกับหลักสูตรที่เรียน  ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเพื่อเติมเต็มอุปสงค์แรงงานในภาคการผลิต แต่การพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในระยะยาวนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะแรงจูงใจในการย้ายกลับไปทำงานในประเทศบ้านเกิดของแรงงานต่างด้าวมีมากขึ้นในช่วงจังหวะของการเดินหน้าสู่ AEC
 
     การจะแก้ปัญหาทั้งในเรื่องแรงงานหันมาประกอบอาชีพอิสระ และในเรื่องของ skill mismatch นั้น คงต้องอาศัยความร่วมมือผลักดันจากหลายฝ่ายเป็นองค์รวม ทั้งภาคการศึกษาที่จะต้องมีการเพิ่มการฝึกทักษะมากขึ้น และปรับเปลี่ยนแนวคิดค่านิยมตั้งแต่ต้นทาง ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็จะต้องสร้างแรงจูงใจให้แก่แรงงานไปพร้อมกัน  เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตภาพของแรงงานไทยและความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต  ควรมีการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา และปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต พร้อมๆ ไปกับการเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้เล็งเห็นประโยชน์ของอาชีวศึกษามากขึ้น 
 
     ในส่วนภาคเอกชนก็จะต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมทางด้านสวัสดิการนอกเหนือจากค่าจ้างแรงงาน  เพื่อดึงดูดผู้ประกอบอาชีพอิสระให้หันกลับเข้ามาทำงานในภาคการผลิต  นอกจากนี้ ภาคเอกชนควรเริ่มตื่นตัวและผลักดันให้เกิดการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น โครงการทุนการศึกษา 1 โรงเรียน 1 โรงงาน ที่เริ่มเห็นมากขึ้นในภาคการผลิตยานยนต์ เป็นตัวอย่างของแนวคิดริเริ่มที่ดี โดยโครงการนี้จะมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาที่อยากฝึกงานในโรงงานไปพร้อมๆ กับการเรียนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ภายในระยะเวลา 3-7 ปีเพื่อให้ได้วุฒิ ปวช. ปวส. หรือปริญญาตรี และมีงานรองรับทันทีหลังจากจบการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านแรงงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตให้ตรงจุด 
 
    อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมนั้น อาจต้องให้ความสนใจกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรด้วย ซึ่งการต่อยอดจากการเกษตรดั้งเดิมมาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นวิธีการเพิ่มผลิตภาพแรงงานเช่นกัน เนื่องจากไทยมีผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลักจึงต้องผลักดันให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการแปรรูปผลผลิตทางเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กว่า 90% ของผลผลิตยางพาราถูกส่งออกในรูปวัตถุดิบขั้นต้น เช่น น้ำยางข้น ยางแท่ง และยางแผ่นรมควัน ในขณะที่ความจริงแล้ว น้ำยางพาราสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าขั้นกลางและขั้นปลายที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้หลากหลายประเภท อาทิ ยางล้อรถยนต์ ถุงมือยางทางการแพทย์และในภาคอุตสาหกรรม และยางวิศวกรรมอื่นๆ ส่วนไม้ยางพารานั้น ก็สามารถนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ และหัตถอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของแรงงานได้เช่นเดียวกัน 
 
    อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานรวมของประเทศคือ การส่งเสริมให้แต่ละภาคธุรกิจมีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและใช้โอกาสในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในการพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่จะต้องเร่งปรับตัวก่อนใคร  การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ธุรกิจ SMEs ส่วนหนึ่งต้องปรับลดจำนวนแรงงานเพื่อลดภาระต้นทุนที่สูงขึ้น 
 
    ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถขยายตัวอยู่ได้ ภาคธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจึงต้องหาวิธีการปรับตัวเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าภาคธุรกิจอื่น อันได้แก่ ภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนแรงงานไม่มีทักษะสูง หรือมีค่าแรงเป็นต้นทุนหลัก เช่น ภาคเกษตร ภาคบริการประเภทการก่อสร้างและhospitality และภาคค้าส่งค้าปลีก 
 
    เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากการส่งผ่านภาระต้นทุนไปในห่วงโซ่อุปทานที่ค่อนข้างยาวและซับซ้อน จะต้องเร่งปรับตัวเพิ่มผลิตภาพแรงงานเช่นกัน เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น  แต่นอกเหนือจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวที่ต้องเร่งปรับตัวแล้ว  ภาคธุรกิจอื่นๆ ก็มีส่วนช่วยให้ผลิตภาพแรงงานโดยรวมของประเทศสูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน เพราะหากเปรียบเทียบกับมาเลเซียแล้ว พบว่า ผลิตภาพแรงงานของไทยในทุกภาคธุรกิจยังต่ำกว่ามาเลเซียค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาเลเซียสามารถสร้างมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและภาคบริการ 
 
   ในภาวะที่แรงงานไทยมีแนวโน้มขาดแคลน การเพิ่มผลิตภาพแรงงานจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่ยังมีการพึ่งพาแรงงานอยู่ในสัดส่วนสูง ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้ทันท่วงที เช่นการริเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานที่เกินความจำเป็น รวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจพร้อมไปกับการเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงานผ่านการฝึกอบรมเสริมสร้างทักษะ เพื่อให้แรงงานสามารถผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น  อนึ่ง  หาก SMEs สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบน้อยลงต่อธุรกิจ  เพราะผู้ประกอบการจะสามารถให้ค่าตอบแทนแรงงานได้สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอันเป็นไปตามศักยภาพของแรงงานที่สูงขึ้นนั่นเอง

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง