'ตลาดออนไลน์' อาวุธ SMEs ฟัดบิ๊กเนม

 
 
 
 
ปัจจัยเวียดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน เป็นสิ่งท้าทายในการดำเนินธุรกิจ แต่นั่นยังหมายถึงรวมโอกาสก้อนโตสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ด้วยเช่นกัน  หากสามารถมองเห็นช่องทางและศักยภาพในการตอบสนองต่อแนวโน้มกระแสบริโภคในยุคเทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะเรื่องของตลาดออนไลน์ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างยอดขายที่สำคัญให้กับ SMEs  และเป็นอาวุธใช้สู้กับบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
 
เหตุผลที่ตลาดออนไลน์จะเป็นอาวุธคู่ใจ SMEs ในการฟาดฟันกับบิ๊กแบรนด์ได้อย่างไม่เสียเปรียบ จุดหนึ่งมาจากวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไป อิทธิพลของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมากขึ้น เพราะปฏิเสธได้ยากเหลือเกินว่าทุกวันนี้การเสพข้อมูลต่างๆไม่ว่าเพศใดวัยใด สื่อออนไลน์เป็นทางเลือกที่สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่กลับได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน
 
ใครอยากได้อะไร หรือสนใจสินค้าประเภทใด ก็มักใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวหลักในการค้นหาข้อมูล นอกจากนี้ การก่อตัวกันเป็นกลุ่มก้อนสังคมในโลกอินเตอร์ที่เป็นกลุ่มเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เหล่านี้ล้วนมีการจัดตั้งสังคมให้เกิดขึ้นทั้งสิ้้น ซึ่งสังคมในลักษณะนี้นี่แหละ จะเป็นช่องทางอันทรงประสิทธิภาพที่ SMEs ควรใช้บิกร่องสินค้าของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ยิ่งถ้าคุณภาพดี ราคาสมน้ำสมเนื้อ เชื่อแน่ว่าการแนะนำเมื่อมีคนเข้ามาตั้งคำถามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
 
 
 
นอกจากสังคมเหล่านี้แล้ว ปัจจุบันเราได้เห็นการใช้ประโยชน์จาก social network ยอดฮิตอย่าง Facebook และ Twitter ในเชิงธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในแง่ของการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ รวมไปถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มยอดขาย เหล่านี้ล้วนงบ่งชี้ว่าแนวโน้มช่องทางการสื่อสารทางการตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของสื่อ digital media อย่างแท้จริง ซึ่งหาก SMEs หยิบมาใช้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากรด้านอื่นๆ ลง และช่วยให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 
 
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ ธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ผ่านทาง Facebook ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากในไทย แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มมีการแข่งขันในธุรกิจประเภทนี้สูงมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่ายังคงมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมากในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีที่มีราคาไม่สูงมากนัก 
 
เพราะนอกจากช่องทางนี้จะช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากโดยไม่จำกัดสถานที่และเวลาแล้ว ผู้ประกอบการยังไม่ต้องมีต้นทุนในการเปิดร้านหรือเช่าร้าน รวมทั้งต้นทุนในการสต็อกสินค้าเพื่อโชว์ที่หน้าร้านอีกด้วย ขณะที่งบโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ก็ยังนับว่าถูกกว่าการโฆษณาผ่านช่องทางปกติค่อนข้างมาก 
 
 
 
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงความนิยมและความสำเร็จของช่องทางขายเสื้อผ้าออนไลน์ของผู้ประกอบการ SMEs คือ จำนวนกด “like” โดยพบว่า SMEs ไทยรายหนึ่งที่ขายเสื้อผ้าผ่านทาง Facebook มียอดกด like จาก fan page สูงถึงกว่า 1 ล้าน like แล้ว เทียบกับเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดังอีกรายที่มียอดกด like เพียง 6 พันกว่ารายเท่านั้น! 
 
จำนวน like ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เป็นตัวพิสูจน์ได้อย่างดีว่าในประเทศไทยนั้น สินค้าที่ไม่มีแบรนด์หรือเป็นแบรนด์ของไทยแต่มีดีไซน์ที่สวยงาม กลับทำตลาดได้ง่ายกว่าสินค้าแบรนด์เนม และมียอดการสั่งซื้อที่สม่ำเสมอมากกว่า ซึ่งมองได้ว่าของแบรนด์เนมบางครั้งต้องอาศัยความมั่นใจพอดูทีเดียวในการสั่งซื้อ เพราะราคาค่อนข้างสูง เทียบกับแบรนด์ไทยที่ราคาต่ำกว่ากันมาก ทำให้การตัดสินใจซื้อนั้นง่ายกว่า และหากถูกโกงก็ไม่เสียหายไม่เท่าไรนัก
 
มาถึงตรงนี้แล้วถ้า SMEs คนไหนยังมองว่าการทำตลาดออนไลน์เป็นสิ่งที่ "เอาไว้ก่อน" ก็ได้ ขอฟันธงได้เลยว่า "คิดผิดอย่างแรง"
 

 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง