ปาฐกถา ผู้ว่า ธปท. สถานะเศรษฐกิจและการเงินไทย

 

 
ปาฐกถาพิเศษ“นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล”ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง “สถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย” ในงานประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนปี 2556 วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ณ วิเทศสโมสร ส่วน 3 กระทรวงการต่างประเทศ
 
ผู้ว่าการธปท.ได้กล่าวถึงสถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทยรวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่ไทยจะเผชิญในระยะข้างหน้า โดยแบ่งออกเป็นช่วงๆ
 
ช่วงที่ 1 มองโลก มองไทย : “เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และบริบทโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป”
 
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตในความเร็วที่แตกต่างกันมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างกลุ่ม BRICS ที่เติบโตเร็วและมีขนาดใหญ่ขึ้นมากกลายเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนทำให้มีการค้าและการลงทุนระหว่างเศรษฐกิจเกิดใหม่กันเองขยายตัวสูงขึ้นเกิดเป็นขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกใหม่ควบคู่กับเศรษฐกิจหลัก
 
ภายใต้สภาพแวดล้อมโลกเช่นนี้ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร? คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะลดความผันผวนหรือหลบหลีกความเสี่ยงต่างๆ ของเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ดีที่สุด คือ ทำตัวเราให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนได้และแข็งแรงพอที่จะฉกฉวยโอกาสทาง ธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
 
ช่วงที่ 2 เป้าหมายประเทศ : “เราต้องการเห็นประเทศไทยแข็งแรงใน 4 ด้าน”
 
ด้านแรกเราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเก่ง ไม่ใช่เก่งเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ต้องการเห็น SMEs ไทยมีศักยภาพด้วยเพราะประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งจริงต้องเดินหน้าไปด้วยกัน
 
ด้านภาครัฐ ภาครัฐที่แข็งแรงต้องมีวินัยทางการเงินดีสามารถทำหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ และลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวโดยเฉพาะการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น hub เศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
 
ด้านสถาบันการเงิน สถาบันการเงินที่แข็งแรงต้องมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังไม่สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจเหมือนวิกฤติการเงินปี 2540 และต้องช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้ดี
 
ด้านสุดท้าย เราต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รายได้ไม่แตกต่างเกินไป ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีสุขภาพดี
 
ช่วงที่ 3 สถานะของประเทศ : “เรามีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง แต่ยังมีศักยภาพไม่มากพอ”
 
ต้องมาสำรวจตัวเองก่อนว่า ตอนนี้แข็งแรงแค่ไหน? มีภูมิคุ้มกันพอหรือยัง? ในช่วงที่ผ่านมา เราได้สร้างภูมิคุ้มกันบ้างแล้วในส่วนของผู้ประกอบการพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะผ่านมรสุมมามากมายตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ วิกฤติหนี้ สาธารณะยุโรป วิกฤติการเมืองในประเทศรวมถึงน้ำท่วมครั้งใหญ่แต่ก็ยังยืนหยัดได้
 
ในส่วนของผู้ทำนโยบาย ในฐานะของแบงก์ชาติ นับจากวิกฤติการเงินปี 2540 จนถึงปัจจุบัน เราเองได้เปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินมาเป็น inflation targetingและดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นรวมถึงได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำให้แบงก์ชาติมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น
 
ถือได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกในการแข่งขันกับต่างประเทศ จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของ IMD ล่าสุดในปี 2556 พบว่ากลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซียมาก จุดอ่อนสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการศึกษา ล้วนเป็นตัวชี้วัดศักยภาพและกำหนดความสามารถของเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว
 
ช่วงที่ 4 เส้นทางไปสู่เป้าหมาย : “ภาครัฐต้องส่งเสริมภาคเอกชนแต่ไม่อุ้มชู”
 
นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ทำหน้าที่คล้ายกับการเหยียบหรือผ่อนคันเร่งให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหมาะสม เพื่อให้ภาคธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น สำหรับนโยบายการคลัง มีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป
 
ที่ผ่านมานโยบายภาครัฐมุ่งเน้นแต่เพิ่มรายได้กระตุ้นรายจ่ายของครัวเรือนแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นลักษณะนี้มีข้อจำกัดคือ 1) ไม่ยั่งยืน 2) เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ 3) บิดเบือนกลไกตลาดและไม่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาตัวเอง เหมือนคนที่ถูกอุ้มชูอาจจะได้ความสุขสบายแต่ขณะเดียวกันก็จะอ่อนแอลง เพราะไม่ได้ยืนด้วยกำลังของตัวเอง โดยธรรมชาติร่างกายและสติปัญญาของคนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อได้ใช้งาน การทำนโยบายแบบอุ้มชูจะทำให้ศักยภาพภาคเอกชนล้าหลัง
 
ในระยะยาว นโยบายภาครัฐที่ดีควรเน้นที่ด้าน supply โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบการขนส่งและด้านตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
 
ประการแรก คือ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังสูงมากเมื่อเทียบกับสหรัฐโดยในปี 2554 มีสัดส่วนสูงถึง 14% ของ GDP ขณะที่ต้นทุนของสหรัฐ อยู่ที่ 8% เท่านั้น เนื่องจากการขนส่งของไทยพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนพลังงานสูงกว่าทางรางมากกว่า 3 เท่า ทำให้ไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ำมันต่อ GDP (oil intensity) สูงถึง 13% ขณะที่สหรัฐมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ำมันเพียง 5% ต่อ GDP ทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนล้าหลังประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนข้างมาก
 
ประการที่สอง คือ การลดข้อจำกัดด้านตลาดแรงงาน 3 ข้อ
 
ข้อแรก ปัญหาความไม่พอดีกันระหว่างความต้องการของผู้ประกอบการ กับทักษะและความสามารถของแรงงานเช่น ขณะที่ภาคธุรกิจยังขาดแคลนแรงงานประเภทช่างที่มีการศึกษาด้านวิชาชีพ ปวช./ปวส. อย่างมาก แต่เรามีแรงงานระดับปริญญาตรีล้นตลาด
 
ข้อสอง ภาคการผลิตยังพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะอยู่มาก ส่วนหนึ่งจากค่าจ้างแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการคิดที่จะปรับตัวลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของตลาดแรงงานในประเทศ
 
ข้อสาม นโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร จูงใจให้แรงงานย้ายจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคเกษตร ทำให้ผลิตภาพของแรงงาน
โดยรวมของประเทศโตช้าลงนโยบายภาครัฐ
 
ประการที่สาม คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีได้แก่ สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันจากการเปิดประเทศออกไปเผชิญกับ
คนเก่งของประเทศอื่นๆ อย่างกรณีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) การอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศและแข่งขันกับสินค้าในบ้านเรา จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ และยกระดับคุณภาพสินค้า
 
ด้านสภาพแวดล้อมทางการเงิน แบงก์ชาติเองก็ดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากที่สุด และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน ก็ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เป็นการสร้างสมดุลในกับการไหลเวียนของเงินทุนของไทย
 
ผมเชื่อว่า นโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมภาคเอกชนแต่ไม่อุ้มชู แก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยแข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนและพร้อมที่จะเปิดรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
 
ช่วงที่ 5 คุณสมบัติสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย : “มีเป้าหมาย คงเส้นคงวาตื่นตัว ร่วมมือ”
 
แนวนโยบายภาครัฐที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะลุล่วงได้ ผู้ดำเนินนโยบายควรมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการคือ
 
1) มีเป้าหมาย (goal-oriented)ภาครัฐต้องมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดเป้าหมายร่วมของประเทศและแนวทางพัฒนาที่ชัดเจน
 
2) คงเส้นคงวา (policy consistency)ผู้ดำเนินนโยบายควรปฏิบัติตามเป้าหมายหลักของประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย
 
3) ตื่นตัว (proactive) ผู้ดำเนินนโยบายควรตื่นตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่ต้องรอให้ปัญหาเข้ามาถึงตัวก่อนจึงจะเปลี่ยนแปลง
 
4) ร่วมมือ (coordinative) การที่จะพัฒนาประเทศให้สัมฤทธิ์ผลได้นั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยหากเปรียบประเทศไทยเป็นเสมือนเรือที่แล่นอยู่ในทะเล วันนี้เรือลำนี้ได้เดินทางมาไกลพอสมควร แต่ยังต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงเป้าหมายเพราะที่ผ่านมาเราสะดุดระหว่างทางกับมรสุมต่างๆ ที่พัดผ่านมาทำเราเสียสมาธิออกนอกเส้นทางและเผลอคลุกตัวอยู่กับปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทำให้เสียเวลาและทรัพย์สินไปบ้าง แต่ขอแค่เรามีสติกลับมาที่เสาหลัก กางใบออกเต็มที่นำพาเรือลำนี้มุ่งหน้าอย่างมีทิศทาง เมื่อนั้นเราจะไม่อ่อนไหวต่อมรสุมต่างๆ ข้างหน้า และสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
 

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง