4 เหตุผลยอดฮิต...ทำไมคุณต้องรีแบรนด์?





 
 
     เมื่อธุรกิจของคุณเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนแปลงบางอย่าง บางคนอาจจะนึกถึงการขายกิจการและเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ บางคนขยายธุรกิจให้ใหญ่กว่าเดิม บางอาจลดขนาดธุรกิจลงเพราะผลกำไรที่ไม่สู้ดีนัก ส่วนอีกหลายคนคงนึกถึงการรีแบรนด์ ปรับโฉมใหม่ให้ธุรกิจของคุณ ซึ่งการรีแบรนด์จำเป็นต้องวางแผนให้ดี เพราะไม่มีอะไรมาการันตีว่าการรีแบรนด์ของคุณจะประสบความสำเร็จ บางคนรีแบรนด์แล้วลูกค้าอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง นอกจากนี้ ถ้าว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรีแบรนด์ การรีแบรนด์ไปก็อาจจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้ ดังนั้นหากว่าคุณเริ่มคิดที่จะรีแบรนด์ คุณจะต้องคิดถึงเรื่องของการเติบโตทางธุรกิจ คิดถึงเรื่องของภาพลักษณ์ โลโก้ สโลแกน วิสัยทัศน์ ไปจนถึงแนวคิดของคุณเอง ลองดู 4 เหตุผลยอดฮิตเหล่านี้ว่า คุณพร้อมหรือยังสำหรับการรีแบรนด์ในธุรกิจคุณ 

 
1. รีแบรนด์เพื่อโกอินเตอร์ 

     ถ้าหากธุรกิจของคุณกำลังไปได้สวยในประเทศและมีวี่แววว่าจะสามารถตีตลาดในต่างประเทศได้ โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการรีแบรนด์เพื่อช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณเป็นที่จดจำได้ในต่างประเทศ คุณอาจจะต้องศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าในต่างประเทศ คิดสโลแกนไปจนถึงการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น แบรนด์ Smiths ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Lays เพื่อการเติบโตในต่างประเทศโดยเฉพาะ จนในตอนนี้ก็กลายเป็นแบรนด์ขนมขบเคี้ยวที่ดังที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลกเลยทีเดียว 




 
2. รีแบรนด์เพื่อเปลี่ยน Positioning 

     อีกหนึ่งเหตุผลของการรีแบรนด์คือการเปลี่ยนจุดยืน หรือ Repositioning ของแบรนด์ใหม่ โดยข้อดีของการ Repositioning นั่นคือการเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรักษาลูกค้ากลุ่มเดิมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังหวังผลในเรื่องของการเติบโตทางธุรกิจอีกด้วย อย่างเช่น Walmart ร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้เริ่มคิดเปลี่ยนสโลแกนจากเดิมคือ Always Low Price เป็น ‘Save money. Live Better’ เพราะเขามองว่าการได้ซื้อสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาคุ้มค่าจะช่วยให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 3 ปีให้หลัง Walmart ก็ได้กลายเป็น The world’s largest corporation by revenue 

 
3. รีแบรนด์จากการเปลี่ยน CEO 

     เมื่อผู้นำเปลี่ยนไปในธุรกิจ แนวคิดการดำเนินธุรกิจก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ยิ่งในบริษัทใหญ่ๆ ที่มักจะการสลับปรับเปลี่ยน โยกย้าย CEO ทำให้แนวคิด วิธีการทำงานไปจนถึงวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน รวมทั้งการรีแบรนด์ด้วย อย่างตอนที่ Steve Jobs ได้กลับเข้ามาเป็น CEO ที่ Apple ในปี 1997 เขาก็ได้เปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างใน Apple ไม่ว่าจะเป็น โลโก้ จาก โลโก้สีรุ้งเป็น โลโก้แอปเปิ้ลสีเงินที่มีรอยกัด เปลี่ยนมุมมองในการทำงานไปจนถึงการปรับองค์กรให้มีความทันสมัยมากขึ้น 




 
4. รีแบรนด์เพื่อความทันสมัย 

     หลายธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา พบเจอกับความเปลี่ยนของยุคสมัย เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์เดิมของคุณอาจจะก้าวไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการรีแบรนด์จึงเป็นอะไรที่ต้องนำมาใช้เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณสามารถปรับตัวอยู่ได้ นอกจากนี้การรีแบรนด์เพื่อความทันสมัยยังช่วยในเรื่องของการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ แต่คุณอาจจะต้องปรับเยอะสักหน่อย ต้องลงลึกถึงเรื่องของกระบวนการทำงานในองค์กร เปลี่ยนวิธีการทำงานแบบเก่า เปลี่ยนโลโก้ เปลี่ยนสี เปลี่ยนแพ็คเกจจิ้ง มีสินค้าใหม่ๆ อย่าง Pepsi ก็ได้มีการเปลี่ยนโลโก้ของตัวเองจนตอนนี้ดูทันสมัยมากขึ้น หรือแม้แต่ปั๊ม Shell มีการเปลี่ยนโลโก้ถึง 8 ครั้งกว่าที่จะมาเป็นโลโก้ปัจจุบัน 
 

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

จากร้านเล็กสู่แบรนด์ใหญ่ เจาะกลยุทธ์ 5 แบรนด์ดัง สเกลธุรกิจโตด้วย LINE OA

ไม่ต้องมีงบเยอะ ก็โตได้ถ้าคุณใช้ “เครื่องมือถูกตัว”  จากเวที BOOTCAMP DAY 2026 ฉายภาพชัดว่า SME ที่โตได้วันนี้ ไม่ได้แค่ “ทำการตลาดเก่ง” แต่ใช้ “เครื่องมือ” ได้ถูกจุด

Cute Premium กลยุทธ์มัดใจ Gen Z เปลี่ยนของมีราคา ให้ลูกค้าจับต้องได้ ด้วยคำว่า “ของที่ต้องมี”

จาก “ของหรูที่ไกลตัว” สู่ “ของน่ารักที่อยากมี” นี่คือเกมใหม่ของการตลาดที่เรียกว่า Cute Premium เมื่อแบรนด์พรีเมียหลายแบรนด์ เริ่มจับมือกับคาแรคเตอร์สุดคิวท์ เพื่อเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ทำยังไงเมื่อ “สัญชาตญาณเจ้าของ” เริ่มใช้ไม่ได้กับธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น 5 บทเรียนจากธุรกิจพันล้าน

ไม่แปลกที่ช่วงเริ่มต้นการตัดสินใจมักมาจากสัญชาตญาณของเจ้าของ แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น ระบบซับซ้อนขึ้น สิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง อาจเริ่มกลายเป็นข้อจำกัด นี่คือ 5 บทเรียนจากธุรกิจพันล้าน เมื่อวันหนึ่ง “สัญชาตญาณเจ้าของ” เริ่มไม่พอสำหรับการเติบโต