​เนียนขาย Tie-in คนเริ่มชินกับอินฟลูเอนเซอร์ การตลาดแบบนี้ยังดีอยู่ไหม? ในปี 2019





               

     ถ้าจะพูดถึงเรื่องของการทำตลาดโดยอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) คงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะการตลาดในลักษณะที่ใช้คนดัง มีชื่อเสียงนั้นเกิดขึ้นในบ้านเรามานานแล้ว เริ่มตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีการโฆษณาทางโทรทัศน์เราก็มักจะได้เห็นการใช้ดาราดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือในละครหลังข่าวก็มีการ Tie-in สินค้าแบบเนียนๆ อยู่บ่อยๆ แต่เมื่อยุคนี้คือยุคดิจิทัล รูปแบบของการโฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์จึงหลากหลายมากขึ้น ใครที่มีความสามารถพิเศษ หน้าตาดี ไลฟ์สไตล์โดน ก็ก่อให้เกิดผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก มีพลังในการบอกต่อ พวกเขาเลยกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ไปโดยปริยาย
               

     แต่มาถึงจุดหนึ่งที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นทั้งการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจจนถึงการซื้อสินค้า พวกเขาเริ่มอิ่มตัวกับการโฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์หรือเปล่า? แล้วธุรกิจหรือนักการตลาดที่อยากจะใช้หนทางนี้ในการแจ้งเกิดแบรนด์ยังโอเคอยู่ไหม? ถ้าไม่เชื่ออินฟลูเอนเซอร์แล้วผู้บริโภคจะเชื่อใคร?
 


 
  • โอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์
           
     ล่าสุดจากงานสัมมนาการตลาด “Such Seed Marketing: 2019 Influencer ครองเมือง” ที่จัดขึ้นโดย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พูดถึงเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ ทางทีมนักศึกษาได้ทำการวิจัยโดยมีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มคือกลุ่มนักการตลาดและกลุ่มธุรกิจที่ใช้งานอินฟลูเอนเซอร์กับกลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นคนรับข่าวสารจากอินฟลูเอนเซอร์ก็ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ
 

     86% หวังว่าเหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะเป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อ

     กลุ่มนักการตลาดและนักธุรกิจที่เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เนื่องจากหวังผลด้านของ Awareness หรือสร้างการรับรู้มากที่สุด พวกเขาหวังว่าเหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะเป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อให้คนติดตามได้รับรู้ถึงการมีอยู่ในแบรนด์นั้นๆ โดย SME ขนาดเล็กนั้นหวังยอดขายมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างการรับรู้ในระยะยาว เพราะธุรกิจขนาดเล็กจะมีงบทางการตลาดค่อนข้างจำกัด เมื่อลงเงินไปจึงหวังผลยอดขายที่จะย้อนกลับมาเร็วๆ
 




     Facebook มาแรงสุด! แต่ SME ยังใช้ Instagram มากกว่า

     ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะเลือกใช้ Facebook และ Youtube มากที่สุดเนื่องจากพวกเขามองว่าคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือวีดีโอ ต่างจากธุรกิจขนาดเล็กที่จะเลือกใช้ Instagram มากกว่าเนื่องจากเขามองว่าการใช้รูปภาพดีกว่าทั้งในแง่ต้นทุนและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเขา
 
 
     ผู้บริโภค 48.5% เล่นสมาร์ทโฟนตลอดเวลา

     สำหรับผู้บริโภคได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ Gen X 20%และ Gen Y 80% พบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ประมาณ 48.5% มีการเล่นสมาร์ทโฟนและออนไลน์กันอยู่ตลอดเวลา ส่วน 35.9% ออนไลน์ช่วงเวลา 19.30 – ก่อนนอน อีก 8.4% มักจะออนไลน์ในช่วงเช้า นอกจากนี้เวลาที่พวกเขาเห็นรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ทั้ง Gen X และ Gen Y มักจะมีการกระทำที่เหมือนกันคือ ส่วนใหญ่พอเห็นรีวิวแล้วจะเซฟเข้าเครื่องและจำไว้ก่อน ค่อยกลับมาดูทีหลัง และคนส่วนน้อยพอเห็นรีวิวแล้วไปค้นหาข้อมูลต่อทันที

 


3 ช สู่เป้าหมายการใช้อินฟลูเอนเซอร์


     1.ช.ชอบ กับ 5 อันดับวงการอินฟลูเอนเซอร์ที่ผู้บริโภคชอบติดตามคือ 1.ท่องเที่ยว 2.อาหาร 3.แฟชั่น 4.สุขภาพ 5.การเงิน ตามลำดับ
               

      2. ช.เชื่อ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์แบบไหน เริ่มต้นที่ Gen X ชอบคนที่มีสาระมากที่สุดให้ความรู้มากที่สุด รองลงมาคือ มีความคิดสร้างสรรค์ ปิดท้ายที่การเป็นตัวของตัวเอง ส่วน Gen Y ชอบคนที่มีสาระมากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือคนที่เป็นตัวของตัวเอง ปิดท้ายด้วยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ Gen X ยังชอบอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในวงกว้างมากที่สุดต่างจาก Gen Y ที่ชอบอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความสามารถเฉพาะด้านไปเลย
               

     3. ช.ช้อป ผลสำรวจพบว่า 75% ของผู้บริโภคเคยซื้อสินค้าหลังจากเห็นรีวิว สินค้าที่พวกเขาซื้อตามรีวิวมากที่สุดคือ เครื่องสำอาง รองลงมาคืออาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ตามลำดับ

 
  • คนยังอินกับการโฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์อยู่ไหม?
         
  
     หากถามว่าแล้วตอนนี้ผู้บริโภคยังเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์อยู่ไหม? ถ้าหากคุณหวังผลด้านยอดขายอาจจะไม่สามารถวัดได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าหวังผลเรื่องของการสร้างการรับรู้ การใช้อินฟลูเอนเซอร์ก็ยังได้ผลอยู่
      

       
 
     อีกคนหนึ่งที่พูดเรื่องอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างน่าสนใจคือ ปอนด์-ภริษา ยาคอปเซ่น เจ้าแม่ Youtuber ตั้งแต่ยุคแรกจนมาถึงยุคปัจจุบันที่เธอได้กลายเป็นพี่สาวชาวเน็ต เพราะอยู่ในวงการมานาน หลายคนต่างก็เรียกเธอว่าเจ๊ โดยเธอบอกว่าในตอนแรกอินฟลูเอนเซอร์คือเหล่าดารา ขยับมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่คนรู้จักเยอะๆ ขยับมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่คนรู้จักน้อยๆ เพราะคนรู้จักเยอะๆ คงโดนโฆษณาซื้อไปหมดแล้ว หลังๆ คนที่ตามน้อยๆ ก็โดนโฆษณาซื้อเหมือนกัน งั้นฟังเพื่อนดีกว่า สุดท้ายเพื่อนก็กลายเป็น Mini ที่โดนโฆษณาซื้ออยู่ดี


     “ทุกวันนี้คนอยู่ด้วยความหวาดระแวงว่าใครจะมาขายของฉัน เวลาดูคลิป จะดูว่าขายของเมื่อไหร่ ก็จะปิดเมื่อนั้น ปอนด์รู้สึกว่าเราจะเชื่อคนที่เราเชื่อ คือถ้าคนนี้ผลิตงานที่มีคุณภาพออกมา เขามักจะพูดความจริง ขายของก็บอกขายของ เขาดูจริงใจอ่ะ โดนแบรนด์ซื้อโฆษณาก็จริง แต่ก็บอกมาเลยว่าขายของนะ ดังนั้นมันซีเรียสว่าถ้าจะทำโฆษณาก็เขียนมาเลยว่า Advertorial”


     ในตอนนี้ผู้บริโภคเองก็หลีกเลี่ยงการดูรีวิวแบบไร้โฆษณาได้ยากขึ้น เพราะไม่ว่าอินฟลูเอนเซอร์จะใหญ่หรือจะเล็กก็โดนแบรนด์ซื้อได้เหมือนกัน เพียงแต่การรีวิวแบบที่มีความจริงใจ บอกมาเลยว่าขายของพร้อมทั้งทำคอนเทนต์ออกมาให้มีคุณภาพ มีประโยชน์หรือสร้างสรรค์สักหน่อย ก็จะทำให้ผู้บริโภคยอมรับการโดนขายของได้มากกว่าการเนียนๆ ขาย ไทอินไป แล้วก็จบ ผู้บริโภคไม่ได้อะไรเลย เขาก็จะติดแบล็กลิสต์เหล่า Content Creator หรืออินฟลูเอนเซอร์แบบนี้ทันที  
    

           

     ธุรกิจหรือนักการตลาดที่สนใจการทำตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์ก็พยายามอย่า Hard Sell มากเกินไป ขอแค่มีความจริงใจกับผู้บริโภค ลองใช้กลยุทธ์นี้ในการทำตลาดอินฟลูเอนเซอร์กับกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘SEED Strategy’
 
  • S = Sincere ผู้บริโภคต้องการความจริงใจทั้งจากแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์
  • E= Expertise ข้อมูลเนื้อหาสาระและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของอินฟลูเอนเซอร์
  • E= Engagement นอกเหนือจากจำนวนผู้ติดตาม อินฟลูเอนเซอร์ที่ดีควรมี Engagement และความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ติดตามของพวกเขา
  • D = Different มองหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความโดดเด่น แตกต่าง เป็นตัวของตัวเองและมีเอกลักษณ์ 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง