How To ตั้งราคาสินค้ายังไง? ให้ลูกค้ารู้สึกจ่ายไม่แพง!




Main Idea
 
  • การตั้งราคาสินค้าให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าจ่ายแพง เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถช่วยกระตุ้นยอดขายได้ แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายคนอาจจะยังไม่รู้เทคนิคว่าต้องทำอย่างไร 
 
  • การใช้ฟอนต์ขนาดเล็ก การลดแลกแจกแถม การไม่ใช้คอมม่าคั่น การเสนอสินค้า 3 อย่างในราคาที่ต่างกัน หรือการลงท้ายด้วยเลข 9 เหล่านี้เป็นเพียงเทคนิคส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเทคนิคที่จะช่วยให้การตั้งราคาสินค้าของคุณทำได้ง่ายขึ้นและโดนใจลูกค้าได้ไม่ยาก

 
  
     การตั้งราคาขาย เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งในการทำธุรกิจ นอกจากจะต้องวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อให้ได้ผลกำไรอย่างที่ต้องการแล้ว การตั้งราคาขายที่สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าอยากควักกระเป๋าจ่ายได้ง่ายขึ้น ก็ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งด้วย ดังนั้น มาดูกันว่า ผู้ประกอบการควรตั้งราคาสินค้าอย่างไร ให้ลูกค้ารู้สึกจ่ายไม่แพง!
 
 
     1. ใช้ฟอนต์ขนาดเล็กเข้าไว้ : ตามหลักจิตวิทยา ขนาดของตัวอักษรที่ใช้นั้นมีส่วนในการคิดวิเคราะห์ราคาของลูกค้า ซึ่งหากมีการใช้ฟอนต์ขนาดเล็ก จะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าราคาไม่ได้แพงมาก

 
     2. โชว์ตัวเลือกแบบพรีเมี่ยมขึ้นมาก่อน :  พราะลูกค้ามักใช้ข้อมูลแรกที่ได้เห็นหรือได้ยินในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น ควรวางสินค้าที่มีราคาแพงให้เห็นได้ก่อน โดยวางถัดจากสินค้าที่มีราคาถูกกว่า เพื่อให้ลูกค้าได้มีตัวเลือก
 


   

     3. ตั้งราคาแบบลดแลกแจกแถม : 
กลยุทธ์นี้เป็นการขายสินค้าหรือบริการแบบเป็นเซ็ตในราคาที่ถูกกว่าที่ลูกค้าจะจ่ายแบบซื้อแยกชิ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากว่า
 

     4. ไม่ใช้คอมม่าคั่น : การไม่ใส่คอมม่าคั่นในตัวเลขของราคา จะทำให้ลูกค้าเห็นว่ามีพยางค์น้อยลงและรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้มีราคาแพงอะไร อีกทั้งพออ่านออกเสียงแล้วมีจำนวนพยางค์น้อยกว่า คนก็จะรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่แพงมาก
 




     5. แยกจ่ายเป็นงวดๆ ได้ : เมื่อทางร้านสามารถให้ลูกค้าแบ่งจ่ายเป็นงวดๆได้ จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าสินค้านั้นถูกลง เนื่องจากลูกค้าจะมีการเปรียบเทียบราคาโดยไม่รู้ตัว ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบราคาที่จะจ่ายเป็นงวดๆกับราคาเต็ม


     6. เสนอสินค้า 3 อย่าง : ลองนำเสนอสินค้า 3 อย่างด้วยราคาที่แตกต่างกันไป โดยวางสินค้าที่ต้องการให้ลูกค้าซื้ออยู่ตรงกลาง วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าเลือกซื้อของที่มีราคาปานกลาง เพราะรู้สึกสบายใจที่จะจ่ายมากกว่า
 

     7. แสดงราคาสินค้าไว้มุมล่างซ้ายของป้ายราคา : เพราะคนเรามีความคิดที่ว่าตัวเลขที่มีค่าน้อยนั้นจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วจะเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อขยับไปทางขวา ดังนั้นการแสดงราคาในมุมล่างซ้ายของป้ายราคา จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นมีราคาถูกลงและยินดีที่จะจ่ายมากขึ้น
 




     8. ตั้งราคาตามจุดประสงค์การซื้อ : 
ลูกค้าจะถูกดึงดูดด้วยราคาสินค้าที่มีตัวเลขแบบกลมๆหรือแบบเจาะจงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าการซื้อนั้นได้รับการกระตุ้นด้วยความรู้สึกของความอยากมี (Want) หรือเหตุผลโดยดูที่ความจำเป็น (Need) เป็นหลัก โดยการตั้งตัวเลขกลมๆจะช่วยดึงดูดลูกค้าที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจซื้อ ส่วนราคาที่เจาะจงไปเลยจะเหมาะกับกลุ่มที่ใช้เหตุผลในการจับจ่าย
 

     9. ตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 : ลูกค้าจะรู้สึกว่าสินค้าที่มีราคาลงท้ายด้วยเลข 9 หรือ 99 นั้นมีราคาถูกกว่า อีกทั้งยังเป็นเลขที่ดูดีและมีเสน่ห์ทางการค้าอีกด้วย
 




     10. เอาเครื่องหมายสกุลเงินออก : การตั้งราคาโดยแสดงให้เห็นเพียงตัวเลขและไม่มีสกุลเงินกำกับจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นไม่แพง จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนล ชี้ให้เห็นว่า ลูกค้ามีการใช้จ่ายมากขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์เมื่อโปรดักต์นั้นๆเอาเครื่องหมายดอลลาร์ ($) ออก    
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง