ถอดบทเรียน 4 ธุรกิจใหม่ที่ล้มธุรกิจเก่าได้เพราะเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า




Main Idea
 
  • อะไรมาใหม่ อะไรกำลังจะล้าสมัย ความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องรู้และปรับตัวให้ทัน เพราะจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เกิดจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
 
  • ธุรกิจที่เราเคยคุ้นในวันวานมากมายถูกธุรกิจอื่นที่ปิ๊งไอเดียสร้างนวัตกรรมมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีและง่ายกว่า มาช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจไป
 



     อะไรมาใหม่ อะไรกำลังจะล้าสมัย ความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องรู้และปรับตัวให้ทัน เพราะจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เกิดจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หากหยุดเรียนรู้เมื่อไร อาจสะดุดล้มจนอาจถึงขั้นอยู่ไม่ไหว เหมือนกับธุรกิจที่เราเคยคุ้นในวันวานได้ถูกธุรกิจหรือแบรนด์อื่นที่ปิ๊งไอเดียสร้างนวัตกรรมมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีและง่ายกว่ามาช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจไป
เรามาย้อนดูดีกว่าว่าโลกธุรกิจเมื่อ 10 กว่าปีก่อนกับวันนี้แตกต่างกันอย่างไร มีอะไรอยู่และอะไรถูกกลืนหายไปบ้าง มาดูกัน!
 




Smartphone ที่ให้มากกว่าบทสนทนา

               

     ต้องโทษ สตีฟ จอบส์ แล้วล่ะ ที่ทำให้ Smartphone กลายเป็นอุปกรณ์คู่ใจของผู้คนทดแทนโทรศัพท์มือถือที่เน้นฟังก์ชันโทรคุยและส่งข้อความ เพราะเจ้า iPhone มาพร้อมกับความง่ายดายของการใช้งานด้วยระบบนิ้วสัมผัสและแอปสโตร์ที่สามารถบริหารจัดการได้ตามใจว่าจะเอาอะไรมาใส่ไว้ในโทรศัพท์บ้าง หลังจากนั้นก็มีสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตค่ายอื่นตามมา และเป็นใบเบิกทางสำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง อี-คอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ
แล้วอะไรบ้างที่หายไป? ว่ากันตรงๆ ก็ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือแบบเก่าเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้คนใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊กลดลงไปด้วย เพราะเราสามารถเข้าถึงเฟซบุ๊ก ยูทูป แชท หรือกระทั่งทำงานได้ผ่านสมาร์ทโฟนโดยที่ไม่ต้องรอเปิดคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ และที่ลืมไม่ได้ คือ ยอดขายกล้องถ่ายรูปดิจิทัลลดลงไป ลองหยิบโทรศัพท์ในมือขึ้นมาดูสิว่าวันนี้คุณมีกล้อง 2 ตัวหรือ 3 ตัวอยู่ในมือแล้วใช่ไหม


     อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวของยุคสมาร์ทโฟนแล้ว ไม่ได้มีความสามารถที่ทำให้ผุ้บริโภครู้สึกว้าวอีกต่อไป แล้วจะมีเทคโนโลยีประเภทไหนที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
 



สตรีมมิ่งยึดครองอุตสาหกรรมบันเทิง



     ถ้าย้อนกลับไปสัก 20 ปีก่อน หลายคนคงคุ้นเคยกับการเดินเข้าร้านแมงป่อง หรือร้านเช่าวีดีโอใกล้บ้านเพื่อเลือกดูภาพยนตร์ที่ลาโรงมาสักพักใหญ่ จ่ายค่าเช่ารายวันนำกลับไปดูที่บ้านแล้วต้องรีบนำกลับมาคืนให้เร็วไว หากส่งคืนล่าช้ากว่าที่กำหนดก็ต้องเสียค่าปรับ เรียกได้ว่าการจะหาหนังดูสักเรื่องต้องมีค่าใช้จ่ายมากมาย แถมยังต้องลุ้นกันว่าหนังเรื่องที่อยากดูจะมีสต็อคเหลือให้ดูบ้างหรือไม่เพราะอาจจะเป็นเรื่องฮอตฮิตที่มีคนยืมมากมาย ทำให้ต้องกลับมาเสี่ยงดวงกันใหม่ครั้งหน้า หลังจากการเข้ามาของอินเตอร์เน็ต (ที่เป็นปัจจัยของการดิสรัปชันมากมาย) จะดูหนังทั้งทีก็หาได้ง่ายบนโลกออนไลน์ หาหนังซูม หนังเถื่อนผิดลิขสิทธิ์ดูกันได้แบบชนโรง เพียงแต่ภาพอาจไม่คมชัดเท่าไร


     แต่ดูเดี๋ยวนี้สิ บริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ที่จริงก่อนหน้านั้น Netflix ให้บริการเช่าแผ่นดีวีดีทางไปรษณีย์ก็นับเป็นบริการใหม่แก่ลูกค้าแล้ว แต่หลังจากนั้นก็เพิ่มบริการสตรีมมิ่งและดาวน์โหลดออนไลน์โดยเสียค่าบริการรายเดือนในราคาไม่แพงนัก โดยที่ลูกค้าจะดูที่ไหน เมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องเดินทางไปเช่าที่ร้าน ไม่ต้องเสี่ยงดวงว่าจะมีหนังให้ดูหรือไม่ และที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าปรับเมื่อคืนช้าเกินกำหนด แถมยังทำให้เหล่าผู้คนที่เคยเสพหนังผิดลิขสิทธิ์ยอมจ่ายเพราะราคาที่คนรับได้แลกกับความคมชัดและไม่เสี่ยงไวรัส สิ่งเหล่านี้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง จนวันนี้ Video Streaming หลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Disney, Apple TV กำลังเฟื่องฟู ในขณะที่ร้านให้บริการเช่าวีดีโอ ดีวีดี กลายเป็นแค่ความทรงจำไปเสียแล้ว




     ในขณะที่ฝั่งอุตสาหกรรมเพลงก็ไม่ต่างกัน เทปคาสเซ็ต แผ่นซีดีไม่ถูกผลิตอีกต่อไป แต่บริการ Music Streaming อย่าง Apple Music, Spotify หรือกระทั่งแบรนด์ไทยอย่าง Joox กลายเป็นทางเลือกในการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่ และถ้าเทียบกับการจ่ายเงินค่าเทปคาสเซ็ทหรือซีดี 1 อัลบั้มในราคาหลักร้อยบาท ปัจจุบันคนฟังจ่ายเพียงเดือนละ 129 บาทเพื่อฟังเพลงจากทั่วโลกได้ไม่จำกัด ย่อมทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจจ่ายได้ไม่ยากเลย ฝั่งศิลปินเองถ้าอยากเป็นที่รู้จัก นอกจากจะโปรโมทผ่าน Youtube แล้วยังต้องปล่อยเพลงใน Music Streaming ให้ครบทุกค่าย จึงจะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนฟังได้หลากหลายขึ้น
 

Airbnb เปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงแรม เปลี่ยนโรงแรมให้เหมือนบ้าน
               

     เมื่อก่อนถ้าหากนักท่องเที่ยวอยากสัมผัสประสบการณ์แบบท้องถิ่นมักจะเลือกพักที่โฮสเทล  ที่คนในชุมชนเปลี่ยนบ้านของตัวเองให้เป็นที่พักเป็นเรื่องเป็นราว แต่ตอนนี้เรากลับมองหาห้องพักใน Airbnb เป็นทางเลือกแรกๆ  
Airbnb มาพร้อมกับแนวคิด Sharing Economy จากการมีที่พักที่บางครั้งอาจไม่ได้ใช้งาน ช่วงเวลาเหล่านั้นก็เอาไปให้คนอื่นใช้เสียสิ ใครที่มีห้องว่างในบ้านก็ให้คนมาเช่าในราคาที่ต่ำกว่าไปพักในโรงแรม นำไปสู่การสร้างรายได้เสริมให้กับเจ้าของบ้าน สิ่งที่ทำให้ Airbnb สั่นสะเทือนวงการโรงแรมได้ เกิดจากการเข้าใจลูกค้ามากกว่า นักท่องเที่ยวบางคนไม่ได้ต้องการรูมเซอร์วิส หรือขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มราคาแพง แต่ต้องการครัวที่ทำอาหารเองได้มากกว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการวิวเลิศหรู แต่ต้องการการพูดคุยหรือคำแนะนำจากคนท้องที่ที่เป็นเจ้าของห้อง เป็นต้น
 



แอปพลิเคชันมัดใจ ส่งคน ส่งของ ส่งให้ได้ทุกอย่าง

               

     หากพูดถึงคอนเซ็ปต์ Sharing Economy แล้วคงไม่พูดถึงวงการรถยนต์โดยสารไม่ได้ ผู้บุกเบิกธุรกิจประเภทนี้ก็คือ Uber แต่เราคุ้นเคยกับ Grab เสียมากกว่าเพราะมีให้บริการในประเทศไทยในปัจจุบัน คนที่มีรถยนต์ส่วนตัวสามารถลงทะเบียนและให้บริการรับส่งผู้โดยสารได้โดยที่ไม่ต้องไปทำสีรถให้กลายเป็นแท็กซี่ก็ได้
               

     ธุรกิจนี้ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เพราะปัญหาที่เรามักเจอเมื่อจะเรียกใช้บริการรถแท็กซี่แบบเดิมคือมักถูกปฏิเสธ ถูกโกงค่าโดยสาร หรือหากอยู่ในซอยก็หาโบกรถแท็กซี่ยากเหลือเกิน แต่ Grab เข้ามาแก้ปัญหาที่ว่ามาได้แทบทั้งหมด เพราะแค่เปิดแอปพลิเคชันก็สามารถเรียกรถได้ทุกที่ทุกเวลา เห็นหน้าตาและทะเบียนของคนขับรถ รู้ก่อนว่าจะมีค่าเดินทางเท่าไร ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปฏิเสธเพราะคนขับย่อมพิจารณาก่อนกดรับงาน ทั้งยังสามารถจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจ่ายแบงก์ 500 ไปแล้วจะไม่มีทอน และมีระบบการให้คะแนนและเขียนคอมเมนท์ที่จะส่งผลถึงการรับงานในครั้งถัดๆ ไป คนขับจึงให้บริการอย่างสุภาพยิ่ง ความพยายามแก้ไข Pain Point ทั้งหลายที่ว่ามาทำให้กลายเป็นธุรกิจที่ปฏิวัติสังคมไปเลย และยังเติบโตจนให้บริการหลากหลายนอกเหนือไปจากเรียกใช้บริการรถรับจ้าง ไปสู่การให้บริการรับ-ส่งของและอาหาร ที่มัดใจผู้บริโภคให้เปิดแอปพลิเคชันใช้งานกันทุกวันเลยทีเดียว
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง