หลงใหลในธรรมชาติไปกับ PAPACRAFT เครื่องประดับของนักแปล

Text & Photo : พิมพ์ใจ พิมพิลา




Main Idea
 
  • แบรนด์ Papacraft คือ การนำเอาเครื่องหนังมาสร้างสรรค์ให้กลายเป็นเครื่องประดับแบบงานคราฟต์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบไม้ ดอกไม้ที่อยู่รอบตัว อันแสดงถึงความงดงาม อ่อนช้อย และเร่าร้อนไปกับลีลาการบิดงอของงานแต่ละชิ้น ถือว่าเป็นแฟชั่นที่ฉีกออกจากรูปแบบเดิม และไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน 
 
  • โดยศิลปะเหล่านั้นมาจากเจ้าของผลงานผู้ทำอาชีพนักแปลมากว่า 20 ปีที่คลุกคลีกับการสร้างเครื่องหนังเป็นงานอดิเรก โดยเขาเชื่อว่าผลงานทุกชิ้นที่ออกมา ล้วนมาจากความรู้สึกที่อยู่ข้างในตัวตน จนกลายเป็น “บุปผากำลัย” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ



     การผลิตงานคราฟต์เป็นการสร้างสรรค์งานที่ไม่ต่างจากการทำงานศิลปะ เพราะฉะนั้นวิธีคิด วิธีถ่ายทอด และกระบวนการทำงาน จึงเริ่มต้นด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่อยู่ภายในตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสนใจ ความชื่นชม หลงใหลในสิ่งที่เย้ายวนจากบางสิ่งบางอย่าง จนต้องการถ่ายทอดออกมาอย่างสร้างสรรค์ในรูปแบบงานหัตถกรรมทำมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหลใคร่ชม จนอยากดอมดมชวนชมให้สมหวัง
 
 



     จากนักแปลมืออาชีพ สู่เจ้าของแบรนด์ PAPACRAFT
 

     เครื่องประดับจากเครื่องหนังของ ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล หรือ “ช้าง” เจ้าของแบรนด์ PAPACRAFT ผู้ถ่ายทอดความรู้สึกจากข้างในตัวตนผ่านงานคราฟต์ โดยเขาเล่าว่าแต่เดิมตนเองทำอาชีพหลัก คือ นักแปลที่ทำเครื่องหนังเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว
 

     “ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผมทำงานคราฟต์เป็นงานอดิเรกให้ลูกกับภรรยาใช้อย่าง กระเป๋า เข็มขัด สมุดไดอารี่จากเศษหนังควบคู่กับการแปลหนังสือไปด้วย จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คิดว่าอยากจะเปลี่ยนจากแปลหนังสือมาแปลทักษะด้านงานคราฟต์แทน ด้วยการทำให้เครื่องหนังให้มีความครีเอทหรือสร้างสรรค์มากขึ้น รวมถึงทำให้เครื่องหนังมีความแตกต่างจากงานชิ้นอื่น ซึ่งสุดท้ายก็ตกผลึกมาเป็นชิ้นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติรอบตัว จากใบไม้แห้งที่ตกลงเกลื่อนพื้น มีรูปร่างที่บิดงออันแสดงถึงลีลาของตัวมันเอง”


     ซึ่งหลังจากนั้นเขาจึงลองค้นหาวิธีว่าจะทำยังไงให้สามารถสร้างงานขึ้นมาให้ได้ความรู้สึกคล้ายกับสิ่งที่ตนเองเห็นและได้สัมผัส เราจึงได้ถามเขาว่าทำไมจึงเลือกธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจของงานแต่ละชิ้น แต่ประสิทธิ์กลับตอบว่าตัวเขานั้นไม่ได้เลือกธรรมชาติ แต่ธรรมชาติที่อยู่ในตัวนั้นต่างหากที่ออกมาเอง ซึ่งเขาได้ตั้งคำถามพร้อมกับอธิบายกับเราว่า





     “การทำงานศิลปะ มันคือ การทำในสิ่งที่เรากำลังรู้สึกหรือเป็นสิ่งที่เราชอบ เพราะถ้าเราไม่ชอบ เราก็ไม่อยากถ่ายทอดใช่ไหม? ตัวผมเองที่ชอบมองภูเขา ชอบมองเมฆ ชอบมองท้องฟ้า ผมก็คงไม่นั่งวาดทะเลหรือแสงสีในกรุงเทพ  เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมทำงาน ผมก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยลายเส้นของตัวเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดจึงเกิดมาจากแรงบันดาลใจที่ออกมาจากภายใน


     ดังนั้นประสิทธิ์จึงไม่อยากให้งานตนเองเป็นแค่สินค้า แต่อยากให้มองว่าเป็นงานศิลปะ เขาถึงบัญญัติงานตัวเองว่าเป็น “บุปผากำลัย” เพราะเป็นเหมือน “สื่อรัก” เมื่อเรารักใครเราก็อยากจะมอบบุพผาหรือดอกไม้ให้กับคนๆ นั้น
 
 



     เลือกวัตถุดิบ สร้างสรรค์การผลิต สูู่ผลงานที่แตกต่าง
 

      ประสิทธิ์เล่าว่าวัตถุดิบหลักของเขา คือ หนังฟอกฝาด (Vegetable Tanned Leather) เพราะเป็นวัสดุที่มีการใช้งานมานานมากและเป็นหนังที่เห็นได้ทั่วไป อีกทั้งการเลือกใช้หนังฟอกฝาดดิบที่ยังไม่ได้ผ่านการฟอกสีจะทำให้เขานำมาใช้งานได้ง่ายและนำมาสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองได้ โดยเขาจะนำมาเล่นสีและสร้างพื้นผิวเอง ซึ่งตรงนี้จะสร้างจุดเด่นให้กับ PAPACRAFT นั่นเอง นอกจากเครื่องหนังแล้วยังมีการนำลวดมาทำให้เครื่องหนังมีชีวิตขึ้นมา โดยนำลวดทองเหลืองมาสานกับเครื่องหนังด้วย


     “การสานลวดของเราบนผืนหนัง จะทำให้ความรู้สึกคล้ายพื้นผิวของเครื่องจักสานของไทยเรา และด้วยเทคนิคเฉพาะของเรา ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีเทคนิคเฉพาะของตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นจุดเด่นของเรา เพราะเราทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน งานหนังเป็นสิ่งเกิดขึ้นใหม่สำหรับงานคราฟต์ เป็นการรวมระหว่างเครื่องหนังและงานหัตถกรรมเข้าด้วยกัน เรียกว่าศิลปหัตกรรมเครื่องหนังก็ได้ ซึ่งไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน โดยเราเริ่มมาตั้งแต่คอลเลกชันของใบไม้ที่ใส่ลวดเข้าไปข้างใน เพื่อดัดขึ้นรูปให้เกิดความพลิ้วไหวแบบธรรมชาติ การสร้างลวดลายต่างๆ ที่ใส่ลงบนผืนหนัง หรือการปักแบบใหม่ที่เราคิดค้นขึ้น ไปจนถึงวิธีการเอาลวดทองเหลืองมาร้อยหรือสานเข้าไปหนัง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่นักท่องเที่ยวหรือลูกค้ามาเห็นเขาก็จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจเพราะบ้านเขาไม่มี”

               



     นอกจากนั้นเขายังมีวิธีการในการผลิตที่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปักที่เขาสร้างขึ้นมาเอง การสานเครื่องหนังและลวดทองเหลืองให้เกิดความรู้สึกคล้ายกับเครื่องจักสานของไทย หรือการนำลวดมาสร้างให้เครื่องหนังมีความพลิ้วไหวคล้ายกับกลีบของดอกไม้ ใบไม้ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งประสิทธิพยายามสร้างและพัฒนาผลิตของตนเองให้สร้างสรรค์และใส่ความครีเอทเข้าไปในทุกชิ้นงาน เพื่อให้ลูกค้าได้รู้สึกและได้รับรู้ถึงความงามของความเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับตนเอง ซึ่งเขาเชื่อว่ากระบวนการในทุกขั้นตอนล้วนเกิดขึ้นมาใหม่และไม่เคยมีใครทำมาก่อน
 




     คอลเลกชันความงามจากธรรมชาติที่ส่งออกไกลถึงเกาหลี
 
           
     ประสิทธิ์เล่าว่าคอลเลกชันแรกนั้นเริ่มจากสร้างเป็นรูปใบไม้ เป็นรูปใบหัวใจหรือว่าเป็นรูปทรงแบบดั้งเดิมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฝักเพกาที่เมื่อฝักนั้นดีดเมล็ดออกแล้วจะเกิดการม้วนและได้นำมาทำทั้งต่างหู กำไล สร้อยคอ ซึ่งต่อมาก็มาเป็น Woven Brass คือการนำลวดทองเหลืองมาตีให้แบนแล้วนำมาสานกับเครื่องหนัง แต่ว่าในกระบวนการผลิตนั้นยังทำได้แค่กำไลและต่างหูเพียงเท่านั้น โดยเขาได้แนะนำคอลเลกชันล่าสุดว่า
               

     “3 คอลเลกชันล่าสุด คือ Bromy Collection ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบสัปปะรดสี ซึ่งเป็นไม้ที่สื่อถึงความอบอุ่นละมุนละไมเหมือนแสงแดดอุ่นยามเช้าที่เรามุ่งหวังให้คนที่รักได้พบพาน ต่อมา คือ Ginko Collection ซึ่งชัดเจนว่าได้มาจากใบแปะก๊วย ที่มีรูปทรงเหมือนพัด โบกนำความเย็นชื่นใจมาให้ แถมยังดีต่อใจของผู้สวมและตรึงสายตาผู้พบเห็น และสุดท้าย คือ Baya Collection ที่มาจากใบบีโกเนีย ที่มีดวงดอกน้อยๆ สีชมพูพริ้วไหวยามลมโชย ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในคอนเซปต์ MAMA GARDEN บทบันดาลใจจากสวนสวยของแม่ ซึ่งเป็นคอลเลกชันล่าสุดที่ลูกชายเป็นคนออกแบบ”
               




     และนอกจากนั้นยังมีคอลเลกชันอื่นๆ ที่น่าสนใจและแปลกใหม่อย่าง Blossom Collection, Morning Glory Collection ที่สวยสดงดงามและน่าค้นหาในเรื่องของความเป็นมาและแรงบันดาลใจที่กว่าจะได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้แบรนด์ PAPACRAFT ถูกทาบทามให้ส่งออกไกลในหลายประทศอีกด้วย
               

     “เราออกงานใหญ่ๆ มาหลายครั้ง แต่การส่งออกก็ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากงานของเราเป็นสินค้าที่ราคากลางๆ แต่ตลาดทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมเพราะลูกค้ามักจะต้องการสินค้าราคาเบาๆ ไปขาย แต่ของเรามีหลายคนมาติดต่อแล้วก็เงียบไป แต่ล่าสุดก็มีลูกค้าที่มีร้านอยู่ออสเตรเลียรับของเราไป แล้วก็ทางยุโรปก็มีการติดต่อกันอยู่แต่ยังไม่ลงตัว และล่าสุดที่เราต้องไปร่วมพูดคุยกับทางเกาหลี ก็มีร้านขายงานคราฟต์ของเกาหลีติดต่อให้เรานำสินค้าไปขึ้นอยู่บนหน้าร้านออนไลน์ที่ชื่อว่า www.idus.com”


     ซึ่งในเรื่องการส่งออกเขามองว่าสินค้าตนเองนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเพียงเท่านั้น แต่เขาก็มั่นใจว่าถ้าตนเองนำสินค้าไปขาย ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่ขายด้วยตัวเองหรือการฝากขาย ยอดรวมของเขาน่าจะดีและยังสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดที่เป็นอยู่ได้





     ถึงแม้ว่าแบรนด์ของประสิทธิ์จะเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่ความตั้งใจล้วนเต็มเปี่ยม ตั้งแต่กระบวนการออกแบบและการผลิตที่จะต้องผ่านการคิดเป็นอย่างดี นั่นแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ PAPACRAFT นั้นมีการพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เกิดความแตกต่างจากเครื่องประดับเดิมๆ ตลอดเวลา แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหนก็ตามต้องทำให้ได้ เพื่อทำให้สินค้าของเราได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลให้ธุรกิจนั้นเติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
               
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง