Ready to Eat ยังไปต่อ! จับตาตลาด ‘อาหารพร้อมทาน’ ปี’63 เติบโตได้แต่ต้องใช้กลยุทธ์




 
Main Idea 
 
  • ปี 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศจะโตเพียงร้อยละ 2.4-4.4 (YoY) แต่อาหารพร้อมทาน ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาดรวม โดยขยายตัวร้อยละ 3.0-5.0 (YoY) มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 20,200-20,500 ล้านบาท
 
  • ปัจจัยสนับสนุนมาจาก ร้านสะดวกซื้อเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น  คนไม่มีเวลา ไม่มีพื้นที่ทำอาหาร วิถีชีวิตแบบสังคมเมือง ใช้ชีวิตครอบครัวเดี่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจนำมาสู่การพัฒนานวัตกรรมทำให้สินค้าหลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ 
 
  • อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าอาจกระทบต่อการกินอยู่ของคน รวมถึงการชะลอตัวของร้านสะดวกซื้อ ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ตลอดจนการพิจารณาเก็บภาษีโซเดียมในอนาคต ผู้ประกอบการจึงควรทำสินค้าที่ราคาย่อมเยา สะอาดและสะดวก สำหรับเจาะกลุ่มแรงงาน ไม่ก็ทำสินค้าพรีเมียมเพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มไปเลย



     ท่ามกลางปัจจัยมากมายที่ท้าทายการทำธุรกิจในปีหน้า ถึงขนาดที่หลายสำนักออกมาคาดการณ์ว่า อาจ
ยากลำบากยิ่งกว่าปีนี้ แต่ยังมีหนึ่งตลาดที่ยังมีแนวโน้มเติบโต ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน นั่นคือ ตลาดอาหารพร้อมทาน หรือ Ready to Eat (RTE) 


 
  • เติบโตตามเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่

     โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่า  ในบรรดาสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม อาหารพร้อมทานยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาดรวม โดยคาดว่า ปี 2563 มูลค่าตลาดอาหารพร้อมทานจะอยู่ที่ประมาณ 20,200-20,500 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.0-5.0 (YoY) ในขณะที่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอาจโตเพียงร้อยละ 2.4-4.4 (YoY) เท่านั้น


     โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคนี้ที่ นิยมทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ด้วยข้อจำกัด อย่าง ไม่มีเวลา ไม่มีพื้นที่ทำอาหาร ใช้วิถีชีวิตแบบสังคมเมือง การใช้ชีวิตแบบครอบครัวเดี่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้านค้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นและเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจที่ทำให้มีการพัฒนานวัตกรรมด้านการผลิตอาหาร ส่งผลให้อาหารพร้อมทานยุคนี้มีคุณลักษณะไม่แตกต่างจากอาหารปรุงสดมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น รสชาติ เนื้อสัมผัส วัตถุดิบ ตลอดจนคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งยังมีความหลากหลายและแปลกใหม่ และสะดวกกับการบริโภคมากขึ้นด้วย 


 
  • เตรียมรับมือความท้าทายในปี 2563

     แม้ฝั่งหนึ่งจะยังมีปัจจัยสนับสนุน แต่ในปี 2563 ก็ยังมีความท้าทายหลายเรื่องที่ผู้ประกอบการอาหารพร้อมทานต้องเตรียมรับมือ  โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อที่อาจยังอ่อนแรงในปี 2563 ตลอดจนทางเลือกที่หลากหลายของผู้บริโภคที่มีต่อการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับตลาดอาหารพร้อมทานปี 2563  มีตั้งแต่


1. ผลของภาวะเศรษฐกิจที่นำไปสู่การปรับพฤติกรรมการกินอยู่ของผู้บริโภค จากการที่ผู้มีงานทำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การจ้างงานในภาคการผลิตลดลง ในขณะที่ตัวเลขจำนวนของผู้ว่างงานก็ยังอยู่ในระดับสูง บ่งชี้ถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่อาจอ่อนแรงต่อเนื่องไปยังปี 2563 ทั้งนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายด้านอาหารจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่ในระยะต่อไป การจับจ่ายของผู้บริโภคคงจะอยู่ภายใต้งบประมาณที่จำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในตลาดแรงงาน ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศไปจนถึงผู้ใช้แรงงานในภาคการผลิต ซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมายสำคัญของผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน โดยสิ่งที่น่าจับตาก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่เปรียบเทียบด้านราคามากขึ้น ลดการบริโภค หรือเปลี่ยนไปรับประทานอาหารประเภทอื่นที่มีราคาประหยัดและคุ้มค่ากว่า ซึ่งอาจจะกระทบต่อยอดขายของสินค้าอาหารพร้อมทานได้ 


2. การชะลอการเติบโตของร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายที่สำคัญของกลุ่มอาหารพร้อมทาน โดยปี 2563 คาดว่า ยอดขายของร้านสะดวกซื้อจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นได้เร็วตาม และในทางกลับกันต้องเผชิญกับความกดดันด้านกำลังซื้อ ทำให้เกิดการแย่งลูกค้ากันเองในตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจัดโปรโมชั่นในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายและลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากสินค้าค้างสต็อก โดยเฉพาะกับกลุ่มสินค้าที่ไม่สามารถเก็บรักษาได้นาน อาทิ อาหารพร้อมทานแบบแช่เย็น ซึ่งส่งผลต่อรายได้และกำไรต่อสาขาที่มีแนวโน้มลดลง


3.ต้นทุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น  จากราคาวัตถุดิบอาหารและการขึ้นค่าจ้างแรงงาน โดยผลพวงจากภาวะภัยแล้งและระดับน้ำในเขื่อนที่อยู่ในระดับต่ำ อาจส่งผลต่อการเพาะปลูกสินค้าเกษตรปี 2563 ที่ปริมาณผลผลิตวัตถุดิบในกลุ่มอาหารสด เช่น ผัก เนื้อสัตว์ รวมถึงข้าว อาจออกสู่ตลาดลดลงและมีโอกาสที่ราคาจะสูงขึ้นจากปี 2562 ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการอาหารพร้อมทานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ทั่วประเทศในปี ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไปนั้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการประกอบธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นเรื่องทำได้ยาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูงมากอย่างอาหารพร้อมทาน ดังนั้น ผู้ประกอบการอาจจำต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดไว้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลดทอนขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจที่ยากจะหลีกเลี่ยง


4. ความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะพิจารณาเก็บภาษีโซเดียมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบสูงหรือเกินมาตรฐานที่กำหนด  ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากได้ข้อสรุปภายในปลายปี 2562 หรือต้นปี 2563 ก็คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยสินค้าที่เข้าข่ายจะถูกพิจารณาเก็บภาษีดังกล่าว ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ขนมขบเคี้ยว ผงปรุงรส รวมถึงอาหารพร้อมทานประเภทแช่แข็งด้วย นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ทั้งจากผลของภาษี การปรับสูตรการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สินค้าพรีเมียมที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ


 
  • กลยุทธ์สร้างโอกาสในตลาด Ready to Eat ปี’63

     จากความท้าทายที่มารอทักทายผู้ประกอบการอาหารพร้อมทานในปีหน้า จึงนับเป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือ และต่อสู้อย่างมีกลยุทธ์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะกลยุทธ์การพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมทานที่สำคัญดังนี้


1.การตั้งราคาที่ย่อมเยา ภายใต้การควบคุมคุณภาพอาหารที่เน้นถึงความสะอาดและปลอดภัย สำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง (Mass Market) ซึ่งเป็นฐานตลาดที่ใหญ่ เพื่อให้รู้สึกถึงความคุ้มค่า คุ้มราคาและตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการแข่งขันในตลาดนี้ อาจเผชิญกับคู่แข่งหลากหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ กลุ่มร้านอาหารในห้าง ร้านอาหารข้างทาง ฟู้ดเดลิเวอรี รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดราคาในระดับที่ผู้บริโภคยอมรับได้ อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบและการตลาดของผู้ประกอบการเป็นสำคัญ


2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่อาหารพร้อมทานรูปแบบพรีเมียม  เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่มีความเต็มใจจ่ายสูง แม้ว่าฐานลูกค้าจะน้อยกว่า แต่กำลังซื้ออาจไม่ได้รับผลกระทบมากจากภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดกลุ่มนี้ก็ต้องเจอกับการแข่งขันของผู้ผลิตอาหารพร้อมทานด้วยกันเอง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเน้นไปที่อาหารพร้อมทานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นอาหารสุขภาพหรือใช้นวัตกรรมที่โดดเด่นกว่าอาหารพร้อมทานในรูปแบบทั่วไป อาทิ การพัฒนาอาหารพร้อมทานที่ตอบโจทย์วิถีการบริโภคของคนยุคใหม่ เช่น ดีต่อสุขภาพ (ลดหวาน-มัน-เค็ม) ใช้วัตถุดิบพรีเมียมและตามเทรนด์การบริโภคใหม่ๆ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ไซส์เล็กลง เหมาะสำหรับทานคนเดียว ใช้วัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ หรือนำเสนอนวัตกรรมอาหารที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค เช่น อาหารพร้อมทานที่ไม่ต้องอุ่นไมโครเวฟ อุ่นร้อนด้วยตัวเอง หรือเก็บได้นานในอุณหภูมิปกติโดยไม่ต้องแช่เย็น-แช่แข็ง เหล่านี้เป็นต้น
 


     ท่ามกลางความท้าทายในปีหน้า ที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว และมีปัจจัยหลายอย่างซึ่งพร้อมส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของ SME “ตลาดอาหารพร้อมทาน” จึงนับเป็นโอกาสและหนึ่งในความหวังเล็กๆ ที่ผู้ประกอบการพึงมีได้ ซึ่งหากใครอยู่ในตลาดนี้ และรู้วิธีต่อสู้แบบมีกลยุทธ์ก็จะยังสามารถสร้างการเติบโตได้ในปี 2563 






 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง