จับตาสมรภูมิบรรจุภัณฑ์ Last-mile Delivery แข่งเดือด! ในวันที่อี-คอมเมิร์ซโตพุ่ง




Main Idea
 
  • การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับวิถีชีวิต New Normal เป็นปัจจัยให้บริการขนส่งสินค้าแบบ Last-mile Delivery รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งถึงมือผู้บริโภคขยายตัวตามไปด้วย
 
  • อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังคงแข่งขันกันด้วยราคา เพราะส่วนใหญ่ใช้การผลิตอย่างง่ายและไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดได้ง่าย กลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น
 
  • ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้หลากหลาย และตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะมากขึ้น ควบคู่กับการให้บริการแบบครบวงจร
 



     เมื่อผู้บริโภคคุ้นชินกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์นับตั้งแต่มาตรการ Physical Distancing เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 จนกลายเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ (New-Normal) นอกจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จะยิ้มแก้มปริแล้ว ผู้ให้บริการขนส่งถึงมือผู้บริโภค หรือ Last-mile Delivery และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ก็ได้ประโยชน์ตามกันไป



 
 
  • มูลค่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์ Last-mile Delivery ขยายตัวตามตลาดอี-คอมเมิร์ซ
              

    ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในปี 2563 ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ฉุดปริมาณความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมลงไปด้วย แต่เมื่อเจาะลึกไปในธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งถึงมือผู้บริโภคน่าจะเติบโตได้ดี สอดคล้องไปกับการเติบโตของธุรกิจ Last-mile Delivery ที่คาดว่าปริมาณการขนส่งในปี 2563 จะอยู่ที่ 1,085 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 890 ล้านชิ้น คิดเป็นกว่า 21.9 เปอร์เซ็นต์


     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามูลค่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง Last-mile Delivery  ในปี 2563 น่าจะอยู่ที่ 14,400-15,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าที่ 15-18 เปอร์เซ็นต์ ชะลอลงจากที่ขยายตัว 20 เปอร์เซ็นต์ (YoY) ในปี 2562


     โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนที่มีมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ มูลค่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับ Last-mile Delivery ในช่วง 3 เดือนนี้ เติบโตจาก Normal Case ที่ 8.8 เปอร์เซ็นต์ และพุ่งขึ้น 38.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน



              

     การขยายตัวของมูลค่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง Last-mile Delivery เป็นผลมาจากความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นตามความสะดวกรวดเร็วในการเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ และต้นทุนค่าขนส่งเฉลี่ยที่มีแนวโน้มลดลงเพราะจำนวนผู้ให้บริการขนส่งที่มีมากรายทำให้มีการแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น
              

     นอกจากนี้ ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งเพิ่มขึ้นตามความหลากหลายของประเภทสินค้าที่ผู้บริโภคหันมาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากเดิมที่เน้นการซื้อขายสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันสินค้าที่นิยมมากขึ้นได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน อาหารแห้ง อาหารพร้อมปรุง รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ดังนั้น บรรจุภัณฑ์จากกระดาซน่าจะมีส่วนแบ่งสูงที่สุดในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง เนื่องจากเป็นวัสดุที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ ขนาด และความคงทน เพื่อรองรับสินค้าได้หลากหลายทั้งลักษณะและขนาด



 
 
  • สมรภูมิเดือดด้วยการแข่งขันด้านราคา

     ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งสินค้า Last-mile Delivery กำลังเผชิญท้าทายจากการแข่งขันด้านราคา เพราะผู้ขายส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) มีการผลิตอย่างง่ายและมีความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ไม่มากนัก นั่นทำให้ผู้เล่นรายใหม่หรือผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่นสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ขณะเดียวกันผู้ขายสินค้าออนไลน์จะเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหมาะสมตามการใช้งานภายใต้ข้อจำกัดทางด้านต้นทุน เพราะบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ถูกใช้งานเพียงครั้งเดียว


 
 
  • เร่งพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์และบริการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน


     ผู้ประกอบการธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งขั้นสุดท้ายจำเป็นต้องปรับตัวเชิงรุกและหากลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่นเพื่อตอบรับโอกาสทางการตลาดได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้


     1. พัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบ Customization เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิด เช่น บรรจุภัณฑ์รักษาอุณหภูมิเพื่อขนส่งอาหาร บรรจุภัณฑ์ที่ถ่ายเทอากาศได้ดี บรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง หรือบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำกลับไปใช้ใหม่หรือดัดแปลงไปใช้ประโยชน์อื่นๆ
     

     ทั้งนี้ กระบวนการวิจัยและพัฒนาส่วนใหญ่อาจต้องอาศัยเงินลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าผู้ผลิตรายกลางและรายเล็ก





     2. ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ฉลาก และอุปกรณ์ป้องกันสินค้า รวมถึงการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการขนส่งสินค้ากับธุรกิจ Last-mile Delivery ในลักษณะพันธมิตรกับธุรกิจ e-Commerce และธุรกิจ Last-mile Delivery โดยเฉพาะธุรกิจท้องถิ่นรายย่อยที่อาจยังเข้าถึงการใช้บริการขนส่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้ไม่มากนัก และมีอำนาจการต่อรองด้านราคาน้อยกว่า 



 
  • สรุป
 
     แม้แนวโน้มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในภาพรวมปี 2563 จะชะลอตัวเนื่องจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่อาจหดตัวจากผลกระทบของโควิด-19 และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ แต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ทำให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งถึงมือผู้บริโภค (Last-mile Delivery) น่าจะเติบโตได้ดีกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มนี้


     อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านการพัฒนาคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ และการให้บริการแบบครบวงจร เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการใช้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

     ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย



 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง