อสังหาฯ เอาไงต่อ! เมื่อออนไลน์จะกลายเป็น Next Normal เข้ามาพลิกโฉมธุรกิจอนาคต

TEXT : รุจรดา วัฒนาโกศัย
 
 
 

Main Idea
 
 
  • การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบการในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องปรับตัวและปรับกลยุทธ์เพื่อการอยู่รอดในยุคที่กระเป๋าตังค์ของผู้บริโภคเบาบางลง
 
  • มีการคาดกันว่าวิถี New Normal จะเข้ามาเป็นปัจจัยการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต แต่ก็ต้องพิจารณาว่ากระแสดังกล่าวจะเป็นความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคด้วยหรือไม่
 
  • การปรับตัวที่สำคัญซึ่งจะกลายเป็น Next Normal ของวงการอสังหาริมทรัพย์ ก็คือ การให้บริการผ่านโลกออนไลน์นั่นเอง
 
 


     ในช่วงเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกธุรกิจ ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์ก็โดนพิษไม่ไปน้อยเพราะผู้บริโภคอยากเก็บเงินก้อนใหญ่เอาไว้ก่อน ส่งผลให้ราคาและจำนวนโครงการต่างๆ ลดลง แถมโควิด-19 ยังได้ทิ้งของฝากเป็นวิถี New Normal ที่จะกระทบไปถึงทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตอีกด้วย





     “ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์”
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) แสดงทรรศนะในงานสัมมนาออนไลน์ Krungsri Business Talk หัวข้อ Business Implication from Covid-19, Now and Next for Real Estate & Service ว่าสิ่งที่เราเห็นชัดในตอนนี้ก็คือ คนรายได้น้อยลง ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเพราะอยากเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ก่อน โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังขายได้ในตอนนี้เป็นสินค้าที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมอยู่


     ดังนั้น ผู้พัฒนาอสังหาฯ จึงต้องพิจารณาสินค้าที่อยู่ในมือว่า หากเป็นสินค้าใกล้จะเสร็จหรือกำลังก่อสร้างให้อดทนสร้างจนเสร็จ ก็จะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ทำให้ลูกค้าสนใจได้มากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการต้องยอมลดราคาลงมาเพื่อกระตุ้นให้สามารถปล่อยสินค้าออกจากมือเพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด แต่หากเป็นโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มสร้าง ลูกค้ายังต้องผ่อนดาวน์นานๆ และเป็นโครงการที่อยู่ในโซนการแข่งขันที่มีโครงการใกล้เคียงสร้างเสร็จแล้วพร้อมโอน จะเอาชนะได้ยาก จึงแนะนำว่าให้ชะลอโครงการไปก่อนถึงจะรอดพ้นช่วงเวลาแบบนี้ไปได้
 



 
  • กลไกลตลาดจะชนะเสมอ

     เมื่อมองถึงอนาคตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วันนี้เรากำลังพูดกันว่า New Normal จะทำให้คนไม่ชอบอยู่คอนโดมิเนียม เพราะมีผู้อยู่อาศัยจำนวนมากเกินไป หลังจากนี้คนคงอยากซื้อบ้านมากกว่า หรือพูดกันว่า คนต้องการห้องที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก เพื่อให้สามารถทำงานได้


     ผศ.ดร.เกษรา ชวนตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า ความต้องการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจริงๆ หรือไม่?
โดยยกสถานการณ์ตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2554 ที่ทุกคนพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า ปทุมธานีเป็นพื้นที่ที่จะไม่มีคนซื้อบ้านอีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นเขตที่น้ำท่วมหนักที่สุด แต่ทว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปเพียงครึ่งปีถึง 1 ปี ความต้องการซื้อที่ดินแถบปทุมธานีก็กลับมาเหมือนเดิม ราคาที่ดินกลับมาเป็นปกติ
               




     ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผศ.ดร.เกษตรา ให้คำตอบว่า “เพราะทำเลสำคัญที่สุด” ซึ่งทำเลที่ดีหมายถึงความสะดวกของคน เช่น คนซื้อบ้านทำเลปทุมธานีเพราะให้พ่อแม่อยู่ ซื้อเพราะใกล้ทางด่วน หรือซื้อเพราะใช้เวลาเดินทางไปถึงที่ทำงานไม่นาน เป็นต้น ดังนั้นคำพูดที่ว่าคนไม่อยากอยู่คอนโดแล้ว ก็อาจเหมือนที่บอกว่าคนไม่อยากอยู่ปทุมธานีในวันนั้นนั่นเอง


     “เป็นเรื่องยากที่การ Work from Home มากขึ้น หรือความอยากอยู่ในห้องที่ใหญ่ขึ้นจะมาบดบังความจริงที่คนอยากอยู่ทำเลใกล้เมือง ใกล้ห้าง คนอยากเสียเงินค่าเดินทางวันละไม่เกิน 100 บาท หรืออยากจะใช้เวลาเดินทางไปทำงานไม่เกินครึ่งชั่วโมง ความจริงเหล่านี้สำคัญกว่า แน่นอนว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบ Next Normal บ้างแต่ยังแพ้กลไกตลาด”
               




     ที่สำคัญสิ่งที่จะเอื้อต่อ New Normal หลายอย่างล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นทุนแพงขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังคิดปรับเปลี่ยนโปรดักต์จึงต้องระมัดระวัง เพราะการสร้างที่อยู่อาศัยตามกระแส New Normal เท่ากับเปลี่ยนเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายเพราะต้องเปลี่ยนราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น ภายใต้ข้อเท็จจริงในวันนี้ คือ คนกระเป๋าตังค์บางลง รายได้ลดลง และมีหนี้มากขึ้น
 
  • ช่องทางออนไลน์ คือ Next Normal ของภาคอสังหาฯ
               
     การเปลี่ยนแปลงที่ง่ายกว่าสร้างบ้านหรือคอนโดมิเนียมเพื่อรองรับ New Normal ที่อาจเป็นเพียงกระแสแต่ไม่สามารถเอาชนะความต้องการที่แท้จริงด้านทำเลได้ ก็คือ การยกระดับการบริการ ในตอนนี้เราจะเห็นว่ามีการซื้อคอนโดมิเนียมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งนี่เองที่อาจกลายมาเป็น Next Normal ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นได้
               




     ใช่ว่าจะสามารถปิดการขายได้บนโลกออนไลน์ได้ทันที เพราะเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจซื้อของราคาแพงที่ต้องใช้เงินกู้ถึง 30 ปีมาซื้อโดยที่ไม่มาดูของจริง แต่ ผศ.ดร.เกษรามองว่า การทำออนไลน์จะเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากที่ปกติจะเข้ามาดูที่โครงการจริงถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกคนจะเข้ามาดูโครงการก่อนเพื่อดูความพึงพอใจ ถ้าชอบค่อยไปบอกครอบครัวหรือพ่อแม่ให้มาดูอีกเป็นรอบที่ 2 และรอบที่ 3 จึงเข้ามาพร้อมกับธนาคารพูดคุยว่าซื้อได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการใช้โลกออนไลน์เข้ามาแทนที่การเข้ามาดูโครงการในครั้งแรก ซึ่งวิธีนี้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกรายสามารถทำได้เพราะต้นทุนไม่แพงขึ้นมากนักในการสร้างเครื่องมือออนไลน์ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วมีความคุ้มค่าและลูกค้าก็ได้รับความสะดวกสบาย วิธีนี้น่าจะเป็น Next Normal ที่เกิดขึ้นและอยู่ในระยะยาว
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง