SME ปรับตัวอย่างไร? เมื่ออีก 10 ปี ข้างหน้า คนไทยเกือบครึ่งจะเข้าสู่วัยเกษียณ

TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea

 
ผลกระทบต่อธุรกิจเมื่อพลเมืองเกือบครึ่งเป็นผู้สูงวัย
 
  • การบริโภคจะถึงจุดอิ่มตัว
 
  • ธุรกิจรูปแบบเก่าจะเติบโตได้ยาก
 
  • ธุรกิจจะขาดอำนาจในการกำหนดราคา
 
  • จะขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพ




      อีก 10 ปีข้างหน้า (ปี 2030) ภาคธุรกิจกำลังจะเจอกับความท้าทายครั้งใหม่ และไม่เคยพบเจอมาก่อนในทศวรรษก่อนหน้านี้ เมื่อประเทศไทยจะมีพลเมืองที่เป็นคนเตรียมเกษียณอายุ (Pre-retirement) หรือเกษียณอายุแล้ว (Retirement) มากถึงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์!
               

      ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลอย่างไรกับการทำธุรกิจของ SME มาหาคำตอบไปพร้อมกัน




 
               
โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน


      ตลอดที่ผ่านมา “โครงสร้างประชากร” นับเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่กำหนดรูปแบบการเติบโตของประเทศเราไม่ว่าจะในมุมมองของฝั่งการบริโภคและการผลิต  โดยเมื่อย้อนดูโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทย พบว่าที่ผ่านมาเราโตด้วยประชากรที่อยู่ในวัยเติบโต กลุ่มวัยทำงานและสร้างครอบครัว ไล่มาจนกลุ่มประชากรที่มีผลิตภาพสูง เป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ
               

      ทว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ภาพนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อพลเมืองทั้ง 3 กลุ่มที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจก่อนหน้านี้จะลดจำนวนลง และมีพลเมืองผู้สูงวัยเข้ามาแทนที่


      โดยประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและจะกลายเป็นประเทศสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปีหน้านี้ ซึ่งนับเป็นประเทศที่ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์  และในปี 2030  หรืออีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มคนที่เตรียมเกษียณอายุ (Pre-retirement) หรือเกษียณอายุแล้ว (Retirement) จะมากขึ้นและจะมีสัดส่วนเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรไทยทั้งหมด นี่คือความท่าทายบทใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยกำลังจะเจอในอนาคตข้างหน้า
               

      ถามว่า ถามว่าเมื่อพลเมืองเกือบครึ่งจะกลายเป็นผู้สูงวัยจะกระทบอย่างไรต่อการทำธุรกิจ แน่นอนว่า การบริโภคจะถึงจุดอิ่มตัว ธุรกิจรูปแบบเก่าจะเติบโตได้ยากขึ้น ธุรกิจจะขาดอำนาจในการกำหนดราคา ที่สำคัญเรากำลังจะขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้

 



               
การบริโภคจะถึงจุดอิ่มตัว


       เมื่อประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาพจริงที่จะเกิดขึ้นคือ การบริโภคจะค่อยๆ ลดลงและไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกต่อไป จากการที่ประชากรในกลุ่มที่มักจะมีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ (กลุ่มอายุน้อยกว่า 34 ปี) จะมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่กลุ่มประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มคนที่เตรียมตัวเกษียณอายุ (51 – 65 ปี) และกลุ่มหลังเกษียณ (มากกว่า 65 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่บริโภคน้อยลง และมีการออมเพื่อเตรียมตัวเกษียณในสัดส่วนที่สูง 


      เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายของคนในแต่ละช่วงอายุ พบว่าประชากรในกลุ่มวัยก่อนเกษียณและหลังเกษียณมีการบริโภคเฉลี่ยต่อเดือนลดลงมากถึง 3,000 บาท (12 เปอร์เซ็นต์) และ 6,000 บาท (25 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนทำงานอายุ 35-50 ปี ตามข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Survey) ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  จากการหาความสัมพันธ์ทางสถิติ พบว่าการบริโภคที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากรายได้ของกลุ่มผู้สูงอายุที่หายไปจากการออกจากตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจเป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น จากการเก็บออมที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่ลดลง เป็นต้น


      ทำให้คาดการณ์ได้ว่าโครงสร้างประชากรไทยในระยะข้างหน้า จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่การบริโภคเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับเศรษฐกิจ อาจกลับกลายเป็นไม่ขยายตัวเลยในช่วงปี 2020–2030 และทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตกต่ำลงไปยิ่งกว่าเดิม





 
ธุรกิจรูปแบบเก่าจะเติบโตได้ยากขึ้น


      ด้วยความที่รูปแบบการใช้จ่ายของผู้สูงวัยจะแตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภควัยอื่นๆ ตามความต้องการสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของคน ภาวะสังคมสูงวัยจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตของประเทศ รวมถึงโอกาสในการเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไปด้วย


      KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า รูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของประชากรจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่จะยังสามารถขยายตัวได้ดี คือ อุตสาหกรรมยา การดูแลสุขภาพ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย และบริการอื่นๆ  ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เคยเติบโตได้ดี เช่น รถยนต์ การเดินทาง เสื้อผ้า อาหารและเครื่องดื่ม จะเริ่มหดตัวลงตามความต้องการที่ลดลงของกลุ่มผู้สูงอายุ


      เมื่อพิจารณาความสำคัญของอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มหดตัวจากการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของผู้สูงอายุ โดยรวมแล้วสินค้าและบริการจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์ ของการบริโภคในประเทศในปัจจุบัน หรือคิดเป็นกว่า 31 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP เลยทีเดียว  ผลจากการหดตัวของการบริโภคในส่วนนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงไปประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์ จากระดับเฉลี่ยที่เติบโตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่ความต้องการลดลง และต่อการเติบโตในระยะข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยโดยรวม




 
ธุรกิจจะขาดอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power)


      อัตราเงินเฟ้อในช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นมา พบว่ามีทิศทางที่ต่ำลงต่อเนื่องทั่วโลก ในกรณีของไทยเองปัจจัยด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไปอาจมีส่วนสำคัญเช่นกันในการอธิบายอัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง จากข้อสังเกต คือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน (Core inflation) ซึ่งสะท้อนแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มาจากด้านกำลังซื้อได้ดีกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 และ 2008 เป็นต้นมา
 

      เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อเป็นรายอุตสาหกรรมของไทยพบว่า ในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าลดลงในแทบทุกหมวดสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อ กลุ่มนี้สินค้าที่ราคาชะลอตัวลงมากที่สุด คือ อาหาร เสื้อผ้า และนันทนาการ  ซึ่งสอดคล้องกับทั้งพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มผู้สูงอายุที่บริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง และอัตรากำไรของบริษัทในธุรกิจกลุ่มนี้ที่ชะลอลง
               

      มองไปข้างหน้าตลาดผู้บริโภคที่เล็กลงจากโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการทั้งในเชิงปริมาณและเชิงราคา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ความต้องการซื้อลดลง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศที่ลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า มีส่วนทำให้ความน่าสนใจของประเทศไทยลดลงในสายตาของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติด้วย ซึ่งผลักดันให้ธุรกิจหันไปหาตลาดในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเติบโตและมีแนวโน้มผลตอบแทนสูงกว่าไทย และนี่คือความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยในอนาคต





               
จะขาดแคลนแรงงานทั้งจำนวนและศักยภาพ


      เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนไปเป็นสังคมสูงอายุ สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคการผลิต เมื่อต้องถูกแรงกดดันจากปัจจัยด้านแรงงาน คือ การขาดแคลนแรงงานจากจำนวนคนในวัยทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนแรงงานของไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และผลิตภาพแรงงานที่ลดลงเมื่อแรงงานส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ภาวะสูงวัย หรือเพิ่มขึ้นได้ไม่มากเมื่อเทียบกับคนทำงานวัยหนุ่มสาว จากทั้งข้อจำกัดทางกายภาพและศักยภาพในการเรียนรู้และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ 


      ซึ่งทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและผลิตภาพแรงงานที่ลดลงนี้ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคการผลิต การดึงดูดการลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในทศวรรษต่อไป โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ว่าเฉพาะปัจจัยด้านการลดลงของกำลังแรงงาน จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยลดลงไปอีก 0.7 เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างปี 2020-2050




               
ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวรับมือ


       การมาถึงของพลเมืองผู้สูงวัย ส่งมอบความท้าทายให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างยิ่งยวด ไม่เว้นแม้แต่ SME ที่ต้องได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทันต่อเทรนด์เศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต ดังนี้


      1.ตลาดในประเทศ จากตลาดที่เคยขยายตัวได้ดีในกลุ่มสินค้าของวัยทำงานและสร้างครอบครัว เช่น รถยนต์ อาหาร เครื่องแต่งกาย ในอนาคตอันใกล้จะเปลี่ยนไปเป็นสินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เวชภัณฑ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพัฒนาธุรกิจมารองรับเทรนด์นี้ได้


      2.ตลาดต่างประเทศ จากการแข่งขันด้วยราคาและค่าเงินที่ถูก จะเปลี่ยนไปเป็นเน้นพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อทดแทนแรงงานที่หายไปและเพิ่มความสามารถที่แท้จริงในการแข่งขัน


      3.ภาคบริการ จะเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตัวช่วยการเรียนรู้แบบ Lifelong learning  ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ กิจกรรมยามว่างสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านการวางแผนเกษียณอายุ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้สูงวัยเองและลูกหลานที่มีภาระมากขึ้นในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ
               

      ซึ่งเทรนด์เหล่านี้ SME สามารถติดตาม และจับไปเป็นโอกาสในการทำธุรกิจรองรับตลาดอนาคตได้


      4.รับมือปัญหาด้านแรงงาน จากอุตสาหกรรมในรูปแบบเก่าๆ ที่เน้นใช้แรงงานทักษะต่ำและค่าแรงราคาถูกในอดีตจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไปจากแรงงานที่ลดลงและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น โดยหากเศรษฐกิจไทยต้องการโตต่อไปอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มาทดแทนแรงงานที่หายไป และก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่เน้นพัฒนาคุณภาพ (Quality) ความสร้างสรรค์ (Creativity) และความสามารถในการผลิต (Productivity)  เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High value-added) มากกว่าการเน้นแต่เฉพาะจำนวนและราคา  รวมทั้งส่งเสริมให้อัตราการมีส่วนร่วมในแรงงานเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มคนด้วย
 

      ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหากไม่มีการปรับตัวเตรียมพร้อมและรองรับ จากธุรกิจที่เคยรุ่งในวันนี้ อาจล้มหายตายจากไป เมื่อตลาดส่วนใหญ่ถูกผู้สูงวัยยึดไปหมดแล้ว  
 

      ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจาก KKP Research  โดยเกียรตินาคินภัทร





 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง