ร้อนแรงสุด! แพ็กเกจจิ้งอาหารรักษ์โลก โตทะยาน 1.3-1.6 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปี

TEXT : กองบรรณาธิการ





Maim Idea

โอกาสแพ็กเกจจิ้งอาหารรักษ์โลก
 
  • การเติบโตของอาหารสะดวกซื้อ และธุรกิจเดลิเวอรี่ส่งผลให้เกิดวิกฤตขยะ คนจึงหันมาใส่ใจกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
  • ส่งผลให้มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรักษ์โลก ปี 2563 เติบโตเฉลี่ย 25 เปอร์เซ็นต์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,100-2,400 ล้านบาท อยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารรวม
 
  • คาดว่าใน 5 ปีข้างหน้า มูลค่าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรักษ์โลก จะโตแตะ 13,000-16,000 ล้านบาท 


 
 
      รู้ไหมว่าเฉพาะปี 2563 บรรจุภัณฑ์อาหารสำหรับ Food Delivery น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 250 ล้านชิ้น!


       นี่คือข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจส่งอาหาร (Food Delivery) ทั้งอาหารและเครื่องดื่มแบบสะดวกซื้อ (Convenience Food) ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากรและการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เมือง ซึ่งเน้นสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว มีปริมาณและพกพาง่ายมากขึ้น


       ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานแพ็กเกจจิ้งอาหารและเครื่องดื่มในภาพรวม ทั้งในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร รวมถึงร้านอาหารรายย่อยต่างๆ ตลอดจน Food Delivery มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย





       อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถูกทวงถามจากโลกตามมาคือวิกฤตการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ ที่เป็นประเด็นปัญหาซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญในการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  การออกแบบสินค้าและส่งเสริมลดการใช้บรรจุภัณฑ์เท่าที่จำเป็น ไปจนถึงการสร้างกลไกการเรียกคืนและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ด้วย


      ปรากฎการณ์นี้ส่งอานิสงส์ถึงกระแสบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต




               
ตลาดแพ็กเกจจิ้งอาหารรักษ์โลก ทะยานสู่หมื่นล้านใน 5 ปี
           


       ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้ปัจจัยท้าทายด้านมาตรฐานความปลอดภัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม จึงน่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์ทางเลือก โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) ในไทย ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสถานการณ์วิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการปรับตัวของผู้ประกอบการ แม้ว่าในปี 2563 ธุรกิจจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนบางส่วนลง ด้วยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่มีราคาต่ำกว่าในระยะนี้ แต่มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะยังเติบโตเฉลี่ย 25 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,100-2,400 ล้านบาท ซึ่งชะลอลงจากปี 2562 ที่เติบโตเกือบเท่าตัว แต่ก็ยังทำให้ส่วนแบ่งตลาดในปี 2563 จะเพิ่มขึ้น จากประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ไปอยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรวม
               

       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปใน 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรักษ์โลกจะยังมีโอกาสขยายตลาดได้ ภายใต้ปัจจัยด้านความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บวกกับเงื่อนไขสนับสนุนการผลิต เช่น การมีมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการ ความพร้อมด้านวัตถุดิบทดแทน รวมทั้งมาตรการของภาครัฐในการสร้างระบบการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ


       ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า มูลค่าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 13,000-16,000 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 8-10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรวม





           
 
 ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารต้องปรับตัวรับโอกาสในอนาคต
               

       จากกระแสแห่งโอกาส ส่งเสียงสะท้อนกลับมาให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์การลดขยะบรรจุภัณฑ์และความต้องการใช้งานของผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลก
               

      ซึ่งมี 2 แนวทางหลัก คือ






      1.มาตรฐานบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก



       การกำหนดคุณภาพและมาตรฐานสำหรับภาชนะบรรจุอาหารจะยึดหลักด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยเพื่อการบริโภคเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เช่น มาตรฐานสำหรับภาชนะพลาสติกบรรจุน้ำบริโภค ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ เป็นต้น


       นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังจำเป็นต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตระดับสากลและการพัฒนาของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานการผลิตที่ดี Good Manufacturing Practice (GMP) อีกทั้ง ยังต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและกระบวนการผลิต ซึ่งจะเห็นได้จากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบ Smart Packaging ที่แสดงข้อมูลในแต่ละขั้นตอนของทั้งบรรจุภัณฑ์และอาหารที่บรรจุ






      2.บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (
Green Packaging) ที่สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืน


       ผู้ประกอบการทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มต่างให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและเลือกใช้วัตถุดิบ/บรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่


       เช่น การซื้อสินค้าแบบ Refillable โดยผู้บริโภคสามารถนำบรรจุภัณฑ์มาบรรจุสินค้าได้เอง หรือธุรกิจให้บริการแบบเรียกคืนบรรจุภัณฑ์ ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลายประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบกันความร้อน บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติด้วยการฝังกลบอย่างเหมาะสม


       รวมถึงการนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลใช้ได้อย่างปลอดภัยสูงสุดถึง 95-100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องมีระบบการคัดแยกขยะและเรียกคืนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วถูกนำมารีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธีด้วย
               

       ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบดั้งเดิม เช่น Polyethylene Terephthalate (PET) และ Polypropylene (PP) ยังคงมีสัดส่วนการใช้งานในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมากที่สุด ดังนั้นการปรับตัวของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกน่าจะส่งผลบวกต่อภาพรวมของตลาด ทั้งในแง่ของการผลิตพลาสติกทางเลือก หรือการเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ชนิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพลาสติกแบบดั้งเดิม โดยการปรับตัวของตลาดน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการร้านค้าเริ่มใช้งานพลาสติก Oxo-(bio)degradable ที่มีการเติมสารเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดระยะเวลาการแตกตัวได้เร็วขึ้น โดยอาศัยแสงอาทิตย์ ความร้อน และออกซิเจน แต่พลาสติกชนิดนี้ยังคงก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทำให้หลายประเทศทั่วโลกอย่างสหภาพยุโรปมีมาตรการยกเลิกการใช้ Oxo-(bio)degradable และพิจารณาส่งเสริมพลาสติกชนิดอื่นทดแทน


      โดยแนวโน้มธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยอาจจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการรีไซเคิลพลาสติกเพื่อบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่ปลอดภัย เนื่องจากปัจจัยด้านความพร้อมของผู้ผลิตและระบบรีไซเคิลที่สามารถต่อยอดจากกระบวนการผลิตเดิม เช่น Recycled PET และ Recycled PP ซึ่งเอื้อให้ผู้ประกอบการทั้งรายกลางและรายย่อยสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่าโดยเปรียบเทียบกับการผลิตไบโอพลาสติก เช่น Polylactic Acid (PLA) ซึ่งต้องมีแผนในการจัดหาวัตถุดิบ ลงทุนในเครื่องจักรและออกแบบกระบวนการผลิตเพิ่มเติม อีกทั้ง ในระยะแรกยังต้องอาศัยการทำตลาดที่เฉพาะเจาะจงเพื่อรองรับการผลิตไว้ล่วงหน้า เช่น การผลิตสำหรับธุรกิจในเครือที่มีคำสั่งซื้อแน่นอน ส่งผลให้การผลิตไบโอพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมและเงินลงทุน
               

       อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขข้อกฎหมายให้สามารถใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานมาใช้ในการบรรจุอาหารและเครื่องดื่มได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนในระบบติดตามและจัดการสำหรับขยะบรรจุภัณฑ์หลังใช้มาเข้าสู่การกำจัดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเรียกคืนบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค


      เช่น การร่วมลงทุนสร้างระบบการติดตามเรียกคืนและกำจัดขยะบรรจุภัณฑ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนในประเทศสวีเดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตทำตลาดได้ง่ายยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสความคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว


       นอกจากนี้ ภาครัฐยังจำเป็นต้องมีมาตรการจูงใจในการลงทุน โดยเฉพาะผู้ผลิตรายกลางและรายย่อยอย่าง SME ให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตไบโอพลาสติกได้ในอนาคต บวกกับมาตรการเพิ่มแรงจูงใจของผู้บริโภค เพื่อให้ตลาดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง และตอบโจทย์ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
 





ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย




               
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี



 

RECCOMMEND: MARKETING

การตลาดของคนเกาหลี ขายของแบบไหน สะกดให้นักช้อปซื้อของจนเพลินกระเป๋า

เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวเกาหลี หลายคนก็จะนึกถึงแสงและความโมเดิร์น นึกถึงย่านช้อปปิ้ง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วคนเกาหลีกลับมีวิธีทำการตลาด ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หายนะทางธุรกิจ บริษัทระดับโลกยังเจ๊ง เมื่อมองตัวเองไม่ออก อาการของ Marketing Myopia

"Marketing Myopia" หรือ การตลาดสายตาสั้น คือ อาการมองตัวเองไม่ออก ซึ่งหลายแบรนด์ธุรกิจเคยตกม้าตายเพราะคำนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โกดักที่คิดค้นกล้องดิจิทัลไว้ แต่กลับเก็บไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจผลิตฟิล์ม

ลูกค้า นักออกแบบสินค้าที่ดีที่สุดในโลก เปลี่ยนผู้บริโภคมาเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจได้ยังไง

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังหมกหมุ่นว่าจะผลิตสินค้าอะไรดี จริงๆ แล้วพวกเขามีนักออกแบบที่ดีอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอดนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร "ลูกค้า" ของพวกเขานั่นเอง